My default image LIFE IS AN ADVENTURE…ENJOY THE RIDE – OFF ROAD MAGAZINE

LIFE IS AN ADVENTURE…ENJOY THE RIDE

84

LIFE IS AN ADVENTURE…ENJOY THE RIDE

ขับรถหนีความวุ่นวาย แล้วออกไปวาดลวดลายกับธรรมชาติ

ในยุคที่สังคมออนไลน์เข้ามาตีกรอบสายตาของเราให้จดจ่ออยู่แต่ที่หน้าจอโทรศัพท์มากเท่าไร เมื่อเงยหน้าขึ้นมาก็ยิ่งทำให้คนเราถวิลหาสิ่งที่เสพผ่านหน้าจอไปมากเท่านั้น ภาพ และข้อความบนหน้าจอมีอิทธิพลต่อผู้เสพอย่างเหลือเชื่อ มีทั้งข้อดี ข้อเสีย นั่นอยู่ที่ความคิดของเราในการเลือกเสพ

หนึ่งในพฤติกรรมการท่องเที่ยวที่เปลี่ยนแปลงไปในปัจจุบัน ซึ่งถือว่าเป็นข้อดี และปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นอิทธิพลของโลกโซเชียล ภาพบรรยากาศ ตามสถานที่ต่างๆ ในมุมที่ผู้เสพยังไม่เคยไปสัมผัส ยิ่งกระตุ้นจิตวิญญาณของนักเดินทางให้ลุกฮือ และหาหนทางในการนำตัวเองเข้าไปอยู่ในมุมของภาพที่เสพมาบ้าง ดังนั้นเมื่อพอจะหาวันหยุดได้แม้จะเป็นช่วงเวลาสั้นๆ จิตวิญญาณของนักท่องเที่ยวที่ถูกปลุกขึ้นมานั้น ก็พร้อมที่จะขับรถหนีความวุ่นวาย แล้วออกไปวาดลวดลายกับธรรมชาติทันที

ใครกัน? ช่างขีดเส้นจำกัดให้ผู้หญิงเราไม่กล้าลุย! เรียกมาคุยหน่อย…

สมัยนี้นอกจากเราจะเห็นผู้หญิงเป็นผู้นำ หรือหัวหน้าครอบครัวจนชินตา เรายังต้องยอมรับว่าพวกเธอเป็นขาลุย โดยไร้ข้อแม้ ขอเพียงแค่ใจเธอต้องการ ภาพของผู้หญิงขับรถคันใหญ่ สไตล์ออฟโรดไม่ใช่เรื่องแปลกในปัจจุบัน ด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกที่ครบครันที่รถยนต์แค่ละค่ายคิดค้นขึ้นมาให้ผู้ขับขี่มีความสะดวกสบายยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นระบบเกียร์ปรับอัตโนมัติ ระบบการขับเคลื่อนสี่ล้อ ฯลฯ

ซึ่งสิ่งที่สาวๆ ที่รักสนุก ชอบบุกป่า ท้าทายศักยภาพของตัวเองในการท่องเที่ยว พวกเธอได้มีการศึกษาหาข้อมูลละเอียดยิ่งกว่าคุณผู้ชายเสียอีก แม้ว่าภาคปฏิบัติเธออาจจะยังทำได้ไม่ดีเทียบเท่าคุณผู้ชายก็ตาม ด้วยเคล็ดลับดีๆ ในการขับขี่ของสายลุย ที่ต้องการเปิดประสบการณ์เดินทางท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ไปกับรถสไตล์ออฟโรด

เคล็ดไม่ลับ กับการขับออฟโรด

  1. เตรียมตัว เตรียมใจให้พร้อม
  2. ทำความคุ้นเคยกับยานหานะที่ใช้เดินทาง
  3. เช็คแรงดันยาง
  4. ใช้ระบบอัตราทดต่ำ หรือรู้จักการใช้เกียร์ต่ำ
  5. ขับรถด้วยความเร็วต่ำ
  6. ศึกษาเส้นทาง และเลือกเส้นทางที่ดีที่สุด
  7. ขับเคลื่อนผ่านแอ่งน้ำ เนิน หรือโค้งลาดชันด้วยความระมัดระวัง
  8. ทำความเข้าใจเรื่องการขับขี่บนพื้นผิวถนนที่แตกต่างกัน

เมื่ออยู่ๆ อยากกางเต็นท์กลางธรรมชาติ สิ่งแรกที่ต้องทำเพื่อป้องกันไม่ให้ทริปล่มคือ การจูงมือกันไปเลือกอุปกรณ์ และของใช้จำเป็น สำหรับกางเต็นท์ค้างแรมให้พร้อมไว้ก่อน จะได้ไม่มีข้ออ้าง พร้อมเมื่อไหร่ก็ไปทันที ซึ่งสุดสัปดาห์แบบนี้ แค่อยากไปนอนเล่นชิลๆ รับกลิ่นไอดิน กลิ่นฝน บนสถานที่ที่คนไม่พลุกพล่าน เพื่อที่จะได้ชาร์ตแบตให้สมอง และจิตใจของคุณได้เต็มที่

จุดชมวิวป้อมปี่ อุทยานแห่งชาติเขาแหลม จังหวัดกาญจนบุรี คือจุดหมายกลางธรรมชาติ ที่ทำให้เราหลุดพ้นจากความวุ่นวายอย่างแท้จริง แม้ว่ามีความกังวลเล็กๆ ด้วยระยะทางห่างจากกรุงเทพฯ ราว 300 กว่ากิโลเมตร กับต้องใช้ระยะเวลาขับรถเดินทางไปอีกราว 5 ชั่วโมง แต่เชื่อเถอะว่าเมื่อคุณไปถึงจุดหมาย คุณจะรู้สึกคุ้มค่า และหายเหนื่อย

จุดชมวิวป้อมปี่อยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานแห่งชาติเขาแหลม 2 กิโลเมตร บรรยากาศร่มรื่นด้วยต้นไม้สูงใหญ่ ด้านหน้าเป็นอ่างเก็บน้ำเขื่อนวชิราลงกรณ์ ที่มองไปสุดลูกหูลูกตาจนเดาไม่ได้ว่าสุดปลายเวิ้งน้ำจบลงตรงจุดไหน ที่สำคัญในยามเย็น ที่นี่ยังเป็นจุดชมวิวพระอาทิตย์อัสดงที่สวยงาม ซึ่งอาจเรียกได้ว่าสวยงามที่สุดในจังหวัดกาญจนบุรีก็ว่าได้

 

อัตราค่าเข้าจุดชมวิวป้อมปี่ อุทยานแห่งชาติเขาแหลม

  • คนไทย ผู้ใหญ่ 40 บาท เด็ก 20 บาท / ชาวต่างชาติ ผู้ใหญ่ 200 บาท เด็ก 100 บาท
  • ค่านำพาหนะเข้า : รถจักรยาน ฟรี / รถจักรยานยนต์ 20 บาท / รถ 4 ล้อ 30 บาท / รถ 6 ล้อ 100 บาท
  • ค่าบริการพื้นที่กางเต็นท์ : กรณีนำเต็นท์มาเอง ค่าพื้นที่กางเต็นท์หลังละ 30 บาท

รายละเอียดค่าบริการต่าง ๆ ภายใน (กรณีไม่มีอุปกรณ์กางเต็นท์ไปเอง)

  • ค่าเช่าเต็นท์ (นอนได้หลังละ 2-3 คน) หลังละ 225 บาท
  • ถุงนอน ชุดละ 30 บาท
  • แผ่นรองนอน ชุดละ 20 บาท หมอน ชุดละ 10 บาท
  • ชุดเตาปิ้งย่าง ชุดละ 100 บาท

ชำระค่าบริการเสร็จ มองหาทำเลที่ดีที่สุด เพื่อจอดรถกางเต็นท์ Roof Top นั่งชมวิว และนอนดูพระอาทิตย์ตกแบบเหมาะๆ ได้มาเป็นเนินกลางน้ำ ที่จ่ายรถหลักสิบ แต่ได้รับวิวหลักล้านมาครอบครอง ความเมื่อยล้าจากการเดินทางก็คลายลง

สมัยนี้การกางเต็นท์เองของสาวๆ ไม่ใช่เรื่องยาก (ถ้าคุณมีงบประมาณพอตัว) ค่าใช้จ่ายที่เสียไป ถือว่าคุ้มค่า ถ้าแลกมากับการได้ห้องพักเคลื่อนที่ส่วนตัวตลอดกาล แต่จำไว้เสมอว่าการนอนเต็นท์คุณจะมีเพียงแค่โลเคชั่นที่เหมาะ กับเต็นท์ที่ดีเพียงสองอย่างนี้ไม่ได้ เพราะมีอีกหลายสิ่งที่จำเป็นมากเมื่อคุณต้องการออกไปนอนค้างในรูปแบบนี้

  • สเปรย์กันแมลง (ฉีดพ่นรอบๆ บริเวณพื้นที่กางเต็นท์)
  • ชุดปฐมพยาบาล และยาสามัญ
  • เชือก
  • ชุดมีเล็ก
  • ไฟฉาย หรือตะเกียง ส่องสว่างยามค่ำคืน
  • หนังสือเล่มโปรด
  • น้ำดื่มสะอาด (ให้เพียงพอ)
  • ขนมขบเคี้ยวที่ถูกปาก
  • ถุงพลาสติก หรือถุงดำ (สำหรับใส่ขยะ)

แน่นอนว่าการนอนเต็นท์ค้างแรม ในช่วงเดือนนี้ หากคุณขับรถไปเอง ถัดจากป้อมปี่ไปราวครึ่งชั่วโมงเศษ คุณจะถึงอำเภอสังขละบุรี อำเภอที่เต็มไปด้วยกลิ่นไอแห่งวัฒนธรรม และความงามของธรรมชาติ แม้จะเป็นเมืองเล็กๆ ที่อยู่ห่างออกไปจากตัวจังหวัด แต่ก็เป็นอำเภอที่มีแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ และเป็นจุดเช็คอินถ่ายรูปมากที่สุดอีกแห่งในจังหวัดกาญจนบุรี สะพานมอญที่เป็นเอกลักษณ์ วัฒนธรรมการตักบาตรเช้า กับการนั่งเรือไปไหว้พระที่วัดกลางน้ำ ถือเป็นกิจกรรมที่พลาดไม่ได้

สะพานมอญ หรือ สะพานอุตตมานุสรณ์​ เป็นสะพานไม้ข้ามแม่น้ำซองกาเรียไปยังหมู่บ้านมอญ ถือเป็นสะพานไม้ที่ยาวที่สุดในประเทศไทย และเป็นอันดับสองของโลกรองจากสะพานไม้อูเบ็งในพม่า และเป็นสัญลักษณ์ของอำเภอสังขละบุรี เป็นสะพานแห่งศรัทธา ที่เกิดจากการร่วมแรงร่วมใจของชุมชนที่อาศัยอยู่ในสังขละบุรี ทุกปีจะมีนักท่องเที่ยวมาสัมผัสธรรมชาติ พร้อม ๆ กับการได้เห็นวิถีชีวิตชุมชนชาวมอญในแถบนี้ สิ่งที่ห้ามพลาดคือการได้ถ่ายรูปเป็นที่ระลึกกับสะพานที่เสมือนเป็นสายใยวัฒนธรรมของชาวมอญและไทย ในดินแดนสุดขอบตะวันตกแห่งนี้

พิธีตักบาตรมอญ เป็นประเพณีเก่าแก่ของชาวบ้านที่นี่ ทุกเช้าตรู่เวลาประมาณ 6.30 น. ชาวบ้าน นักท่องเที่ยว ต่างต่อแถวเนื่องแน่น เพื่อรอใส่บาตรพระสงฆ์ คุณจะพบรอยยิ้มของคนในชุมชน เด็กน้อยผู้นำโถข้าวมาซ้อนไว้บนศีรษะ หรือนักท่องเที่ยวที่สวมชุดมอญเดินถ่ายรูป เป็นภาพที่คุณไม่อาจเห็นที่ไหนในประเทศอีกแล้ว

วัดใต้น้ำ หรือ วัดจมน้ำ คือวัดวังก์วิเวการามเดิม ซึ่งกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ถือว่าเป็น Unseen Thailand เพราะมีความแปลกที่มีซากโบราณสถานจมอยู่ใต้น้ำ เป็นสถานที่เล่าขานถึงตำนานความเป็นมาของวัดหลวงพ่ออุตตมะ จนหลายคนเรียกกันว่าเมืองบาดาล นักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวในช่วงฤดูร้อนถึงต้นฤดูฝน ตั้งแต่ประมาณเดือนมีนาคม – มิถุนายน เป็นช่วงหน้าแล้ง น้ำจะลดลงมาก จะสามารถเดินเข้าไปเยี่ยมชมโบสถ์เก่าได้ ส่วนคนที่มาเที่ยวช่วงปลายฝนจนถึงฤดูหนาว ตั้งแต่ประมาณกันยายน – มกราคม อาจจะได้เห็นแค่บางส่วนของตัวโบสถ์ที่โผล่พ้นน้ำ หรือบางทีก็จมน้ำเป็นเมืองบาดาล จะมีให้เห็นก็เพียงแต่ยอดหอระฆังเดิมเท่านั้นที่สูงพ้นน้ำเท่านั้น

หลังจากการท่องเที่ยว เสพวัฒนธรรมชาวมอญครบถ้วน พร้อมแชร์ภาพความงามของแหล่งท่องเที่ยว กับไลฟ์สไตล์การเดินทางที่ได้สัมผัสกับธรรมชาติอีกรูปแบบหนึ่งให้เพื่อน และโลกโซเชียลได้เห็นถึงความงามที่เมืองไทยยังคงมีอยู่อย่างสมบูรณ์เช่นนี้แล้ว เชื่อว่าหลายคนเมื่อเห็นภาพการเดินทางในทริปนี้ คงจะไปกระตุ้นจิตวิญญาณของนักเดินทางที่อยู่ในตัวคุณ ให้ลุกขึ้นมาจัดกระเป๋า ออกเดินทาง และพร้อมที่จะขับรถหนีความวุ่นวาย แล้วออกไปวาดลวดลายกับธรรมชาติในทันที

 

 

 

 

 

 

 

Comments are closed, but trackbacks and pingbacks are open.