โหมโรงดอยภูกา ในวันฟ้าไร้ฝน บนเส้นทางแห่งหมอกเหมย 

ดอยภูกา จ.ตาก ในปัจจุบันนี้ น่าจะเป็นที่รู้จักกันดีสำหรับชาวออฟโรดขาป่า ในฐานะสถานที่ท่องเที่ยว ที่มีชื่อเสียงอีกแห่งหนึ่ง ซึ่งได้ชื่อว่าดินแดนแห่งธรรมะ งดงามด้วยธรรมชาติอันพิสุทธิ์ เส้นทางวัดใจให้เลือกหลากหลาย อากาศก็เย็นสบายตลอดทั้งปี ชื่อของดอยภูกาช่วงนี้โด่งดังไม่แพ้ดอยสอยมาลัย หลังคาเมืองตาก สักเท่าไร

ในช่วงนี้ดอยภูกากลายเป็นชื่อที่ถูกโจษจันกันมากที่สุด ในฐานะเส้นทางรับแขกของเมืองตาก ที่จะใช้จัดงานใหญ่อย่าง BOOMERANG TRIP RETURN 2013 ที่คาดกันว่าจะมีสมาชิกชมรมออฟโรดทั่วเมืองไทย เดินทางขึ้นไปรวมตัวกันอย่างน้อยไม่น่าจะต่ำกว่า 100 คัน ผมจึงถือว่าโอกาสนี้โหมโรงนำเสนอเรื่องราวของดอยภูกากันอีกครั้ง หลังจากเมื่อสองปีก่อน ทาง ลุงจ่อย เมืองตาก (ทวีศักดิ์ สุรสิทธินุสรณ์) เคยเขียนถึงมาแล้วครั้งหนึ่ง ในคราวที่เมืองตากและเพื่อนพ้อง นำเทียนพรรษาพร้อมด้วยจตุปัจจัยไทยธรรม ขึ้นไปถวายให้กับพระภิกษุสงฆ์บนสำนักสงฆ์ดอยภูกา ของพระอาจารย์เด่น ซึ่งชมรมเมืองตากออฟโรดคุ้นเคยกับท่านเป็นอย่างดี

ดอยภูกา เป็นดอยที่ตั้งอยู่กึ่งกลางระหว่างพื้นที่ของ 4 อำเภอ คือ อ.เมืองตาก อ.บ้านตาก อ.แม่สอด และอ.แม่ระมาด ทำให้ดอยภูกาสามารถเข้าได้จากหลายเส้นทาง ไม่ว่าจะเป็นทางด่านแม่ละเมา แยกกึ่งกลางระหว่างถนนสายเมืองตากไปแม่สอด และเข้าอีกเส้นทางหนึ่ง ตรงบ้านแสมแยกกึ่งกลางระหว่างถนนสายบ้านตากไปแม่ระมาด หรือไม่ก็ตรงบ้านแม่จะเรา แยกกึ่งกลางระหว่างถนนสายแม่สอดไปแม่ระมาด แต่เส้นทางนี้ไม่ค่อยมีใครในกลุ่มออฟโรดใช้สัญจรเท่าไรนัก ส่วนทางขึ้นดอยภูกาก็มีอยู่หลายทาง แต่ส่วนใหญ่กลุ่มออฟโรดต่างๆ จะใช้เส้นทางบ้านแม่ละเมา และบ้านแสมเสียมากกว่า

ด้านบนของดอยภูกาจะเป็นที่ตั้งของสำนักสงฆ์ก็แบ่งออกได้เป็นสามชั้นด้วยกัน คือ ชั้นแรกเป็นที่ตั้งของวัดล่าง ถัดขึ้นไปอีกราวสองกิโลเมตรก็จะเป็นชั้นที่สอง คือ วัดกลาง เป็นลานกว้างๆ คล้ายกับสนามกอล์ฟธรรมชาติ หรือผู้คนทั่วไปมักจะเรียกกันว่าศาลาแปดเหลี่ยม  และถัดออกไปไม่ถึงหนึ่งกิโลเมตรเป็นชั้นบนที่ตั้งของสำนักสงฆ์ดอยภูกา และองค์พระเจดีย์เก่าๆ ส่วนประวัติความเป็นมาของเจดีย์นี้ ไม่มีหลักฐานบอกแน่ชัด มีแต่คำบอกเล่าของชาวบ้าน ที่บอกว่า น่าจะเป็นเจดีย์สมัยที่ไทยรบกับพม่าในอดีตโน้น โดยใช้เจดีย์เป็นที่หมายในการแบ่งเขตแดน หรืออีกนัยหนึ่งที่น่าจะเป็นไปได้ว่าสมัยก่อนเวลาออกรบ ก็จะได้มีสถานที่กราบไหว้บูชา เพราะในเขต จ.ตากนั้นไล่เลาะเส้นตะเข็บชายแดนไทยพม่า มักจะพบเจดีย์เก่าๆ แบบนี้ตั้งไว้ตามยอดเขาสูงหลายแห่ง และส่วนใหญ่หากมองจากภูมิประเทศจะพบว่าจะมีให้เห็นเจดีย์เก่า ๆ ตามยอดเขาสูงเป็นระยะ ๆ ขนานกับเส้นชายแดนไทยพม่า

ทริปนี้ทางชมรมเมืองตากออฟโรด ก็เลือกย้อนรอยเส้นทางเดิม แต่ไม่ถึงอาทิตย์ก่อนวันเดินทาง ฝนกระหน่ำลงมาอย่างต่อเนื่องหลายวัน จนสมาชิกที่อยู่แม่ท้อแจ้งมาว่าฝนตกลงมาอย่างหนัก จนน้ำในลำห้วยแม่ท้อสูงเริ่มเอ่อสูงขึ้นเรื่อยๆ และหากว่าถึงวันเดินทาง หากน้ำยังไม่ลด โอกาสจะเดินทางไปดอยภูกาทางเส้นนี้ ก็หมดสิทธิ์ต้องไปย้อนเข้าทางบ้านขุนห้วยแม่ท้อแทน และก่อนถึงวันเดินทางจริงแค่วันเดียว ฝนหยุดตก ฟ้าเริ่มมีสีครามสดใส พร้อมกับข่าวดีว่าน้ำในลำห้วยแม่ท้อลดลงแล้ว

วันถัดมาขบวนรถของเมืองตากออฟโรดพร้อมด้วยเพื่อนพ้องรวมทั้งหมด 13 คัน  จึงเดินทางมารวมตัวกันที่ศาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช เมื่อรถพร้อม คนพร้อม ก็เคลื่อนขบวนไปทางอำเภอแม่สอดประมาณสิบกว่ากิโลเมตรก็เลี้ยวขวายูเทิร์นรถ ที่บริเวณหน่วยป้องกันรักษาป่าที่ตก.18 (ผาลาด) เข้าไปทางโรงโม่หินร้าง และเข้าสู่ป่าชุมชนบ้านลานสาง มุ่งหน้าสู่หน่วยฯห้วยไม้ห้าง ของอุทยานแห่งชาติลานสาง

จากคำบอกเล่าของ ลุงจ่อย เมืองตาก แกเล่าให้ผมฟังว่า เส้นทางขึ้นดอยภูกาไม่ว่าเป็นเส้นทางใหนหน้าฝนกับหน้าอื่นๆ จะเป็นหนังคนม้วนเลยทีเดียว หน้าฝนนั้นจะลื่นและอันตรายมาก เป็นทางขึ้นเขาตลอด และไม่ใช่ขึ้นแบบตรงๆ เป็นรูปตัว S แบบต่อเนื่อง หากเสียจังหวะ ใช้เกียร์และรอบเครื่องไม่สัมพันธ์กัน หรือเร่งส่งไปแบบรถหมดกำลังค้างอยู่บนเนิน ต้องใช้วินช์ช่วยอย่างเดียว การจะนำรถคันอื่นขึ้นไปช่วยหรือกู้ภัยก็ยาก เพราะเป็นทางแคบๆ และลื่น เพราะฉะนั้นหากรถที่ไม่มีวินช์ ช่วงฤดูฝนไม่แนะนำให้เดินทางไป

เราขับผ่านด่านตรวจของป่าชุมชนบ้านลานสางมาไม่นาน ก็จะเจอกับด่านแรกคือ ลำห้วยแม่ท้อ ที่น้ำลดลงไปมากจึงขับข้ามกับแบบสบายๆ เข้าสู่ราวป่าซึ่งเป็นทางลูกรังสลับกับทางดินและทางหินในช่วงขึ้นเขา ลัดเลาะไปตามป่าไผ่ ป่าเต็งรัง ราวชั่วโมงเศษๆ ก็มาถึงลำห้วยสุดท้ายตรงหน่วยฯห้วยไม้ห้าง ของอุทยานแห่งชาติลานสาง รวมระยะทางประมาณ 16 กิโลเมตรพอดี เราหยุดพักทานอาหารกลางวันกันที่นั่น ก่อนจะออกเดินทางต่ออีกครั้ง เพราะถึงตรงนี้เราเดินทางมายังไม่ถึงครึ่งทาง และจุดที่ยากที่สุดอยู่ที่ปลายทางก่อนถึศาลาแปดเหลี่ยม ซึ่งคาดว่าเราจะเสียเวลาจุดนั้นนานพอสมควร และเส้นทางนี้ทางเมืองตากออฟโรด จัดเตรียมเอาไว้รับแขกในเส้นทางสาย A สำหรับรถที่ตกแต่งพร้อมลุย

เส้นทางเริ่มเปลี่ยนไต่ความสูงของขุนเขาไปเรื่อยๆ แบบค่อยเป็นค่อยไป ช่วงแรกๆ เป็นทางหินที่ตะปุ่มตะปั่ม ทำให้รถแต่ละคันต้องค่อยๆ คลานไปเราไม่สามารถใช้ความเร็วได้ ต่อเนื่องจากทางหิน ก็เป็นทางดินป่าไผ่ ที่เต็มไปด้วยร่องน้ำ เนินเอียง หลุมสลับ และร่องรอยล้อมมากมาย หากฝนเทลงมาน่าจะเป็นเส้นทางที่ยาก โดยเฉพาะจุดสำคัญก็ตรงป่าไผ่เนินแรกนี่แหละ ทั้งสูงชันและร่องลึก จนกระทั่งถึงวัดแรกที่เมืองตากตั้งใจถวายเทียนพรรษาไว้คือ วัดมูเซอดำ บ้านออจิ ประมาณบ่ายสองโมงเศษๆ นับว่าคณะของเราทำเวลากันได้ดีพอสมควร

เสร็จกิจภารกิจในการถวายเทียนพรรษาเรียบร้อย เราก็ออกเดินทางต่อไปยังวัดบ้านป่าเลโคะ ใกล้ๆ กับบ้านญาณวิศิษฎ์ทันที เนื่องจากตอนนี้ฟ้าที่เคยโปร่งโล่งใส เริ่มตั้งเค้าเมฆดำทะมึนมาแต่ไกลทางฝั่งทิศตะวันตก จุดหมายปลายทางที่เราจะเดินทางไปพอดี จากยอดเขาด้านบนของวัดมูเซอดำ ช่วงนี้เป็นทางลงเขาอย่างเดียว เราใช้เวลาไม่นานก็เดินทางมาถึงที่หมาย ซึ่งตั้งอยู่ติดกับบ้านญาณวิศิษฎ์เพื่อถวายเทียนพรรษาและจตุปัจจัยไทยธรรมให้กับพระภิกษุสงฆ์

ขากลับออกมาจากวัดบ้านป่าเลโคะ ฝนก็กระหน่ำลงมาอย่างหนัก ปัญหาเกิดขึ้นทันที เส้นทางจากบ้านญาณวิศิษฎ์ไปจนถึงศาลแปดเหลี่ยม ระยะทางไม่ไกลมากประมาณ 4 กิโลเมตร  และแต่เป็นเนินชันและยาวสุดลูกหูลูกตา ยามเมื่อถูกน้ำชะโลมประกอบความชื้นสัมพัทธ์ของป่าดิบ ทำให้มันลื่นอย่างวายร้าย จากสภาพของดินหนังหมูและดินมันปู ยามเมื่อล้อรถตะกุยผ่าน อย่างไรก็ตามเราขึ้นมาถึงวัดล่างเอาเมื่อตะวันเริ่มคล้อยต่ำลงทุกที ฝนหยุดตก แทนที่ด้วยสายหมอกที่ถูกกระแสลมพัดพามาปกคลุมจนมืดครึ้มเป็นระยะๆ  ทุกคันผ่านไปได้แบบไม่ยากเย็นนัก จะมีเพียงเจ้าแมงหวี่ ของ ติ่ง ตากน้ำทิพย์ ที่หมดเรี่ยวแรงจากรถที่มีปัญหา ต้องใช้การลากจูงขึ้นมาแทน และจอดทิ้งเอาไว้ที่วัดภูกาล่าง

จุดไฮไลท์ของเส้นทางดอยภูกาจะอยู่ในช่วงสุดท้ายนี้แหละครับ จากวัดล่างสู่วัดกลางหรือศาลาแปดเหลี่ยมอันเป็นจุดพักแรมของชาวออฟโรดส่วนใหญ่ ระยะทางแค่กิโลเมตรเศษๆ ก็จริง ถ้าเป็นช่วงฤดูฝนไม่สามารถคาดคะเนได้ว่าต้องใช้เวลาเท่าไร

เนินที่สูงชันจนแหงนคอขึ้นตั้งป่า และหายลับไปทางเหลี่ยมเขา แต่มันไม่หยุดอยู่แค่นั้น มันยังลากยาวคดเคี้ยวไป-มา คล้ายกับงูเลื้อยต่อเนื่องขึ้นไปจนถึงลานหญ้าคล้ายสนามกอล์ฟด้านบนของวัดกลาง ถ้ารถไม่แรง ยางไม่ดี หรือไม่มีอุปกรณ์ช่วย จำพวก DIF LOCK, AIR LOCKER หรือ LIMITED SLIP ดีๆ สักชุด ก้อาจจะเหนื่อยอยู่สักหน่อย และที่สำคัญต้องเร่งส่งแบบครั้งเดียวให้จบยาวไปจนถึงยอดเนิน หากรถเสียจังหวะหรือหมดแรง ปลดวินช์เตรียมรอได้เลย และถ้าจะวินช์กันจริงๆ จนถึงยอด ดูแล้วน่าจะ 6-7 วินช์

ทริปนี้ยังถือว่าไม่หนักจนเกินไปนัก ประกอบกับรถไม่เยอะ ส่วนใหญ่ก็สามารถผ่านไปได้ทุกคัน ยกเว้นรถที่ใส่ยาง MUD TERRAIN ธรรมดา ก็ต้องอาศัยการลากจูง รวมทั้งวินช์ในบางช่วง แต่กว่าจะเดินทางถึงยอดดอยได้ครบทุกคัน เวลาก็ล่วงเลยไปเกือบๆ 4 ทุ่ม โดยที่ทิ้งรถของ ติ่ง ตากน้ำทิพย์เอาไว้ที่วัดล่างแค่คันเดียว

ด้านบนอากาศค่อนข้างเย็นจนหนาว ลมแรงพัดหอบเอาสายหมอกหนาวมาปะทะกายอยู่ตลอดเวลา จนบางคนทนไม่ไหวต้องไปเอาเสื้อกันหนาวมาใส่ ยิ่งดึกหมอกเหมยก็เริ่มปกคลุมจนหนาตา มองไปรอบๆ บริเวณได้ไกลสุดไม่เกิน 10 เมตร หลังแยกย้ายไปอาบน้ำ กางเต็นท์พักแรมแล้ว ก็มาล้อมวงทานอาหาร โดยมีพ่อครัวใหญ่อย่างประธานชมรมเมืองตาก กำธร บุญสา กับสมาชิกอีกหลายๆ คนกำลังง่วนอยู่กับการจัดเตรียมอาหารรสเด็ดที่มีมากมายหลายเมนู

รุ่งเช้าด้านบนวัดกลางหรือศาลาแปดเหลี่ยม ยังคงปกคลุมไปด้วยสายหมอก โป่งโล่งแค่ให้ได้เห็นวิวไม่กี่อึดใจอากาศก็ปิดเช่นเดิม เล่นเอาเถิดเอาล่ออยู่อย่างนั้นจนเกือบเที่ยงวัน หลังจากลงไปช่วยกันนำรถของ ติ่ง ตากน้ำทิพย์ ขึ้นมาเรียบร้อย ทั้ง 13 คัน ก็เดินทางไปถวายเทียนพรรษาให้กับวัดบน ของสำนักสงฆ์ดอยภูกาต่อ พร้อมกับแวะนมัสการพระเจดีย์ ก่อนที่จะเดินทางกลับออกมาทางด้านบ้านขุนห้วยแม่ท้อ เป็นทางออฟโรดแบบชิวๆ ผ่านบ้านระเพ่ มาออกที่ด่านกองคอง ของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแม่ตื่น เส้นทางสายนี้หากไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง นี่คือ เส้นทางสาย B ของ BOOMERANG TRIP (แต่จะย้อนศรขึ้น) เป็นเส้นทางที่มีวิวทิวทัศน์ที่สวยงาม เสียแต่ว่า ภูเขาส่วนใหญ่กลายเป็นเขาหัวโล้นไปเกือบหมด เนื่องจากหักร้างถางพงของชาวบ้านและชาวเขาในพื้นที่

และทั้งหมดที่ได้นำเสนอมา เป็นการบอกเล่าเก้าสิบกิจกรรมดีๆ ของชมรมเมืองตากออฟโรด รวมทั้งเกริ่นนำในเรื่องของเส้นทางที่จะกลายเป็นศูนย์กลางของการรวมพลคนออฟโรด ที่มีชื่อว่า BOOMERANG TRIP RETURN ในระหว่างวันที่ 1-3 พฤศจิกายน 2556 ที่จะถึงนี้

ว่าแต่ว่า…ใครชอบเส้นทางไหนเลือกเอาตามอัธยาศัยครับ…แต่ที่สำคัญอย่ามันส์…จนลืมไปว่าเป้าหมายหลัก BOOMERANG TRIP RETURN ก็คือ ร่วมกันปลูกต้นไม้ที่มีชื่อว่า “ต้นมิตรภาพ” ให้เบ่งบานจนเต็มลานดอยภูกานะครับ

Comments are closed, but trackbacks and pingbacks are open.