ลุยตะเข็บ 3 เมือง…ที่ปลายภูพาน

เกือบ 4 เดือนที่ชีวิตผมห่างหายไปจากกิจกรรมออฟโรด ด้วยเหตุผลความจำเป็นทางเศรษฐกิจ การเมืองและมรสุมรุมเร้าชีวิต ตามประสาคนหน้าตาดี (อิอิ) วันแล้ววันเล่า  มิวาย กลิ่นอายแห่งล้อโตและมิตรภาพอันหอมหวาน ชวนให้มึนเมาและเคลิ้มเคลม ก็กระแซะโสตประสาทผมให้ลุกขึ้นมาประกาศก้องพนาไพรอีกครั้ง

ผมใช้เวลากว่า 2 เดือน ในการโมดิฟายออฟโรดคู่ใจคันใหม่ของผม เพื่อเตรียมพร้อมฤดูกาลใหม่ สร้างความมั่นใจใหม่ให้ตนเอง ในภูมิประเทศแถบอีสานตอนบนนี้ พร้อมกับพี่ๆ เพื่อนๆ ที่มีไลฟ์สไตล์เหมือนกัน

ตะเข็บชายแดน 3 จังหวัดภาคอีสานตอนบน  มันช่างเป็นความบังเอิญที่จุดนี้ต้องเป็นรอยต่อของมิตรภาพออฟโรดอย่างสิ้นเชิงต่อไปนี้ ความใหม่และดิบของเส้นทาง จนทำให้การสำรวจเส้นทางนี้หลายครั้งที่ผ่านมาต้องล้มเหลว แต่กระนั้น มันกลายเป็นการเพิ่มดีกรีความอยากลิ้มลองของหลายคนในช่วงปลายฝนนี้..ต้องขอขอบคุณ กลุ่มฟูตม กาฬสินธุ์ และชมรมกาฬสินธุ์ออฟโรด ที่มาสำรวจเส้นทางไว้ให้อย่างข้ามวันข้ามคืน สร้างเส้นทางตำนานให้เพื่อนๆได้สัมผัส จนรถพังไปหลายคัน และพวกเขาก็ติดภาระกิจบริจาคอุปกรณ์การเรียนในโรงเรียนทุรกันดาร จึงพลาดทริปนี้ไป

ครั้งนี้ผมนัดแนะเพื่อนพี่น้องออฟโรดไว้ 8 คัน รวม 14 ชีวิต จาก ชมรมกาฬสินธุ์ออฟโรด และชมรมคนท่องป่า 4×4 สกลนคร  จุดนัดพบ นัดหมายกันที่ลานอเนกประสงค์ริมทาง ของ อบต.ผาสุก อ.วังสามหมอ จ.อุดรธานี ทุกคันอาวุธพร้อมมือ การทักทายพบปะกัน ภาพเก่าๆ ที่คุ้นเคยกลับมาแล้ว เราจัดเสบียง น้ำดื่มประเมินกับระยะทางอีก 7 กิโลเมตรในป่าดิบ กับ 14 ชีวิต  ที่ต้องดูแลกันกับเหตุการณ์ที่ต้องพบเจอข้างหน้า

ขบวนเดินทางจากจุดนัดพบไปตามเส้นทางลูกรังกว่า 8 กิโลเมตรเข้าหมู่บ้านวังทอง ที่ตั้งอ่างเก็บน้ำลำพันชาดน้อย ซึ่งตั้งขวางลำคลองอย่างมั่นคงและแข็งแกร่ง กลายเป็นแหล่งเศรษฐกิจของชุมชน หมู่บ้านวังทอง เป็นหมู่บ้านสุดท้ายของเขต จ.อุดรธานี ที่เป็นรอยต่อ 3 จังหวัด ไม่มีเส้นทางต่อไป เราต้องขึ้นเขา ณ จุดตรงนี้ของ จ.อุดรธานี ลัดเลาะไปตามเหลี่ยมเขาภูพานของ จ.สกลนคร สุดท้ายจบเส้นทางลงที่ จ.กาฬสินธุ์ “เส้นทางออฟโรดที่ต้องขับรถผ่าน 3 จังหวัดในทริปเดียว..” มันน่าสนใจมากใช่มั้ยครับ

ไม่ต้องรีรออะไรกัน หลังจากถ่ายภาพกลุ่มเป็นที่ระลึก และวางแผนเส้นทางเรียบร้อย ก็จ่อหัวเข้าคิวในเนินแรก “เนินเปิดบริสุทธิ์” ความมันที่อยากให้ลอง เนินแรกของทริปที่เรียกเหงื่อและอาหารที่พร้อมคะย่อน ออกมาทางเดิม เพราะต้องปักหัวลงร่องหินลึกก่อนเชิดหน้าขึ้น พร้อมปั้มคันเร่งเรียกม้าให้ทะยานขึ้นเนินหินร่วนบนดินเหนียว แถมโค้งเป็นรูปตัว S ที่มีก้อนหินใหญ่ขวางทางเป็นระยะๆ ความชันประมาณเกือบ 45 องศา ยาวกว่า 40 เมตร ใครหมดแรงก็หมดสิทธิ์ในเทคสองต้องวินซ์อย่างเดียว  … ครูมนตรี เจียงวิเศษ ทริปนี้รับอาสาเป็นไกด์นำทาง เนื่องจากเป็นคนเดียวที่เปิดบริสุทธิ์เส้นทางนี้มาแล้ว  และรับหน้าที่เป็นช่างภาพประจำทริปนี้อีกด้วย ครบเครื่องเลยน้อง

จุดแรกเราใช้เวลาไป ชั่วโมงกว่าๆ จากรถ 8 คัน เล่นเอาเรี่ยวแรงที่สะสมมาจากบ้านเริ่มหมดลงไป  หลังจากเราช่วยเหลือรถใน S แรกขึ้นเนินจนครบทุกคัน ก็เที่ยงกว่าเลยต้องเติมพลังงานกันบนลานโขดหิน ท่ามกลางธรรมชาติอันเย็นสบายของป่าเต็งรัง  อาหารอีสานนานาก็กระจายกันออกไปอย่างถ้วนหน้ากัน โดยเฉพาะส้มโอหวานๆ อมเปลี้ยว ของ เปิ้ล สกลนคร ให้ความกระชุ่มกระชวยดีแท้

จากการสอบถามเนวิเกเตอร์ครูมนตรี  ได้ความว่า ระยะทำการของทริปนี้อยู่ประมาณ 7 กิโลเมตรเป็นเส้นทางระดับเซียน และอีก 8 กิโลเมตรเส้นทางระดับเทรนนิ่ง รวมแล้วน่าจะใช้เวลาประมาณ 6-7 ชั่วโมงได้..ก็หวังอย่างนั้นครับ เพราะขณะนี้เวลา 12.30 ถ้าไปต่อเรื่อยๆ ก็น่าจะออกจากป่าได้ ราวๆ 1 ทุ่มกว่าๆ ก็โอเค

ข้าวเหนียวยังไม่ทันพองตัวในกระเพาะ พลัน เจ้ามาสด้า 8.5 (ตั้งเอาเอง 555) ก็หันซ้าย หันขวาไม่เป็นเอาดื้อๆ เมื่อพยายามหาร่องไลน์เบี่ยงตัวหลบต้นไม้  ขาไก่คันชักหักดัง ปั๊กกกก!!! งานเข้าแล้วผม ยังดีที่จุดนี้อยู่ไม่ห่างจากหมู่บ้านเท่าไหร่นัก เลยสามารถกลับรถไปเชื่อมต่อที่นั้นได้ไม่ยากนักโดยช่างคู่ใจ ช่างดิษฐ์ เซอร์วิส

เนินที่ 2 นี้เป็นเนินบังคับไลน์ที่โอบขนาบข้างพอดีรถซูซูกิ คาริเบี้ยน เท่านั้น ต้องหาทิศทางใหม่สำหรับรถใหญ่ ทำให้รถอีซูซุ โรดิโอ ของ หน่อย คนท่องป่าฯ สังเวยคันส่งและโช้คอัพกันสะบัดไปอีกตัว เพราะเจอตอไม้ขนาดเขื่องที่ฝังตัวอยู่ในพงหญ้ารกและมองไม่เห็น  และเจ้ากระทิงเปลี่ยว จี๊ป เชโรกี ของ เจี๊ยบ คนท่องป่าฯ  ก็งอแง เพลากลางขาดสะบั้นที่เนินนี้เช่นกันเนื่องจากล้องัดกันกับโขดหินขนาดเขื่อง  ต้องเสียเวลาซ่อมกันเกือบ 2 ชั่วโมง ผมมองนาฬิกาเงินสดของผมตอนนี้ 15.30 น. เราเริ่มมองตากันปริบๆ เหมือนเมฆฝนจะครึ้มผิดปกติ เป็นนัยๆ ว่าจะเตือนหรือขู่พวกเราว่าจะกลับหรือจะไปต่อ    “เส้นทางข้างหน้าไม่มีอะไรแล้วครับ..!!” เสียง ครูมนตรี ตะโกนมาแต่ไกลผ่านวิทยุสื่อสาร นั่นเป็นตัวช่วยในการตัดสินใจไปต่อของเรา อิอิ  ขณะนั้นเอง ภาพข้างหน้ารถพ่อขุนเขายะเยือก กำลังจ่อหัวอยู่บนหน้าผา สูงกว่า 20 เมตร  .. ฉิบหาย!!! ไหนบอกไม่มีอะไร แล้วมึงมายืนหำหดอะไรอยู่เนี้ย  5555

การประชุมวางแผนเกิดขึ้นอีกครั้ง(น่าจะเรียกว่าฆ่าเวลาทำใจ) เรียงคิว โรยตัว ไปทีละคัน เลือกคันที่วินซ์เหนียวที่สุด คอยต๋งท้ายเพื่อนหย่อนลงเหวไปทีละคัน นึกภาพออกนะครับ ถ้าเรานึกถึง เนินนี้ ความจริงอย่าเรียกว่าเนินเลยครับ เรียกว่าเหวดีกว่า ให้เรานึกถึงภูกระดึง เขายอดตัดก่อนลงเขาตรงๆแล้วค่อยๆ เอียง 45 องศา ประมาณนี้  จากเหงื่อท่วมตัวเมื่อกี้ ไม่รู้ซึมหายไปไหน…หน้าซีดเลยตรู…สุดท้ายอาสาสมัครที่ขอเป็นคันสุดท้ายที่หย่อนก้นตัวเองลงไปหลังจากหย่อนเพื่อนๆ ลงไปแล้ว คือ ช่างดิษฐ์ เซอร์วิส จากคนท่องป่า 4×4 สกลนคร และผมก็รู้ว่าทำไมมันกล้าเป็นคันสุดท้ายเพราะเขมือบเสือเข้าไปหลายตัวเพื่อย้อมใจ แต่มองดูดวงตาของแกแล้วยังไม่แดงเท่าไหร่ แสดงว่าปลอดภัยอยู่ 555   ชั่วโมงกว่ากับจุดนี้กับ 8 คัน กับแค่ 1 เสียว จากนั้นขบวนเราไปต่ออีกไม่เกิน 200 เมตร ร่องตัว V ขวางลำ ดักรอเราอยู่ ความเอียงของเนินก่อนข้ามร่องเล่นเอาเจ้าแมงหวี่ของขุนเขายะเยือกเกิดอาการขาสั่นขึ้นและเหงาขึ้นมาทันทีต้องหาเพื่อนมากอดข้างๆ ความยากของเส้นทางนี้นอกจากที่ผ่านมา คงจะเป็นบรรดาก้อนหิน น้อยใหญ่ที่หลับ สงบเงียบอยู่ภายใต้พงหญ้ารกชัก ทำให้เรามองไม่เห็นเบื้องล่างว่ามีอะไรบ้าง กอรป กับคำล่ำลือของชาวบ้านว่าป่าแถวนี้ เป็นดงของงูเห่า งูจงอาง เยอะมาก ทำเอาเสียวหน้าแข้งกันขึ้นมาทันที  ต้องคอยกำชับกันว่าอย่าพยายามเดินออกนอกเส้นทางเดิมให้มากนัก

เราผ่านร่องตัว V ลึกเกือบ 2 เมตรมาได้อย่างไม่ยากนัก ด้วยทักษะคนขับ สมรรถนะของรถที่ค่อนข้างพร้อมและการบอกไลน์ที่แม่นยำ  แต่กระนั้นสิ่งที่ยากกว่า คือ เราเริ่มมองไม่เห็นแสงอาทิตย์กับเวลา 17.00 น. กับระยะทางที่เหลือในป่ากว่าครึ่งทาง ต้องเร่งเวลา ซึ่งก็เป็นผล  เกือบ 2 กิโลเมตร เราลัดเลาะไปตามชายป่ากลางไพร ไปเรื่อยๆ เหมือนไม่มีอะไร เพียงคอยระวังสัตว์พิษ พวกต่อ แตน ที่จะมาตามแสงไฟรถเท่านั้นและระวังไม่ให้ขบวนขาดช่วงกัน วิทยุสื่อสารกันตลอดเวลาทุกคนทุกคัน  สักพักใหญ่เรามาถึงจุดข้ามผ่านแม่น้ำเล็กๆ ที่ตลิ่งลึกเอาเรื่อง เมื่อเจอตะขาบ 35 เข้าไปคันเดียวก็กลายเป็นหลุมฝังคันหลังได้ทีเดียว เราเลยต้องขอเทคเดียว ในแต่ละคัน เพื่อลดความบอบช้ำ กระนั้นยังมิวายที่แมงหวี่ของขุนเขายะเยือก ต้องมาแหนบหักอีกคันในจุดนี้ เพราะตะบันข้ามตลิ่งคันแรกและต่อด้วยเนินยาวชันๆกลางคืนทำให้ทัศนวิสัยแคบลงทันที การคำนวนอุปสรรคก็เลยพลาดไป  การซ่อมกลางป่ากลางคืนเริ่มต้นครั้งที่ 3 อีกครั้ง ด้วยภูมิปัญญาออฟโรดของช่างดิษฐ์ และช่างหน่อย  ชนิดคิดได้ไง สูตรยึดแหนบกับคาน เยี่ยมจริงๆ ทำเอาอึ้งไปหลายคน

หลังจากแก้ไขสถานการณ์เป็นที่เรียบร้อย แมงหวี่พ่อขุนแขกต้องเจียมตัวแล้วหละ บู้ล้างผลาญเหมือนเดิมไม่ได้ ต้องค่อยย่องไปเรื่อยๆ  เวลาตอนนี้ 2 ทุ่มกว่า ใครมีเสบียงอะไรเหลืออยู่ในกล่องก็งัดออกมากินรองท้องไว้ก่อนระหว่าง เดินทาง.. สักพัก  เสียงวิทยุสื่อสารดังขึ้น  !! วินซ์ๆๆๆ มีขอนไม้ซุงใต้น้ำ อย่าดิ้น  เอาเข้ามั้ยหละผมอยู่คันที่ 5 ต้องลงจากรถไปดูข้างหน้าเป็นหนองน้ำขนาดย่อมที่บังคับให้ทุกคันต้องผ่านจุดนี้ไป เบี่ยงซ้ายเบี่ยงขวาไม่ได้เลย  ความลึกเกือบเมตร ทั้งโคลนใต้น้ำ หินใต้โคลน ขอนไม้ฝังใต้โคลน แล้วเชิดหัวจ่อรอวินซ์ขึ้นตลิ่งเกือบ 2 เมตร แถมมีขอนไม้ดักรอล้อหน้าอีกอัน โอ้วววว !! อยู่ครบเลย เราใช้เวลานานมากกับอุปสรรคจุดนี้ จนไม่ต้องดูเวลา เพราะใช้เวลาอย่างน้อยคันละ 20 นาที แน่นอน  เหมือนสวรรค์แกล้งคนหน้าตาดีอย่างผม หลังจากวินซ์ตัวเองจากตลิ่งขึ้นมาได้ และพยายามดิ้นต่อข้ามขอนไม้ใหญ่ขวางลำอีกอัน  ปั๊กกกก!!! ขาไก่คันชักผมหักสะบั้นอีกรอบ งานเข้าคุณชายอนุชานนท์ อีกครั้ง ที่ 4 ทุ่มกว่า  งานนี้เชื่อมกลางป่าอย่างเดียวหมดสิทธิ์กลับหลังหัน ทุกคนเริ่มเหนื่อยล้า เวลาก็จะเลยเที่ยงคืน เราพยายามซ่อมรถให้เสร็จด้วยอุปกรณ์เท่าที่มี  ด้วยความหวัง ขอออกจากป่าให้ได้ก่อนเที่ยงคืน อย่าให้ถึงเช้าเลย  10 ชีวิตช่วยกันเต็มที่ รวมพลังกันและให้กำลังใจกัน ทั้งความหิว ความเหนื่อย ความกลัวเยอะมาก แต่มันยังเป็นฝ่ายแพ้ความสามัคคีของเรา

01.20 น. เราหลุดจากอุปสรรคอย่างสะบักสะบอม แต่เป็นความทรงจำที่ครั้งหนึ่งในชีวิตการขับขี่ออฟโรด ต้องพบเจอ มันเป็นความทรงจำที่วิเศษ 7 กิโลเมตรในเส้นทางที่คนไม่เคยผ่าน อุปสรรควัดใจและทดสอบสมรรถนะรถคู่ใจ ที่มีตลอดเส้นทางชนิดเผลอไม่ได้ มันคุ้มค่ากับการหายไปนานของผม อะดรีนาลีนไม่เคยหลั่งมานานแล้ว ความสนุก ความท้าทายในอารมณ์ลูกผู้ชายมันกลับมาอีกครั้ง

และทริปนี้ นี่..คือทีมงานออฟโรดที่ดีที่สุดทีมหนึ่งของอีสานเลยทีเดียว  ผมสัมผัสได้ทั้งขนาดของหัวใจ ความยิ่งใหญ่ของมิตรภาพ และเส้นทางออฟโรดที่ดีที่สุดเส้นทางหนึ่งของอีสาน ที่ทุกคนในทริปนี้เอ่ยปากพร้อมกันพร้อมยกนิ้วให้และรอการพิสูจน์  จากชมรมต่างๆให้เห็นกับตา ว่า 14 ชั่วโมง ตั้งแต่เริ่มฉายจนจบเรื่อง ท่านจะได้อะไรบ้างจากมหากาพย์บนรอยทางออฟโรดเส้นนี้    “ตะเข็บ 3 เมือง …ที่ปลายภูพาน”

นับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2557 เป็นต้นไป เตรียมพบกับรูปแบบใหม่ ของคอลัมน์ SPECIAL TRIP ไปให้ถึง กลับให้ได้ ที่จะดุเด็ดเผ็ดมัน และเข้มข้นกว่าทุกครั้งๆ ที่ผ่านมา ติดตามกันให้ได้นะครับ 

 

 

Comments are closed, but trackbacks and pingbacks are open.