พุน้ำร้อน เส้นทางออกกำลังแห่งใหม่ของเมืองสุพรรณฯ ในวันที่แสงแดดแผดจ้า

พยับแดดเต้นระยิบระยับ สะท้อนเป็นเงาน้ำตามท้องถนน และรอบๆ บริเวณ จนเกิดเป็นภาพลวงตาให้ดูราวกับว่าลูกคลื่นน้อย-ใหญ่ม้วนอยู่ทั่วๆ ไป ทั้งหมดนั่น เกิดจากสาเหตการหักเหของแสงแดด ที่มักจะปรากฏให้เห็นอยู่เสมอในช่วงเที่ยงวันถึงบ่ายคล้อย ในวันที่ร้อนระอุจนแทบละลาย

ขณะที่บนท้องถนนสายด่านช้าง- อ.หนองปรือ จ.กาญจนบุรี หรือทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 3086 รถออฟโรดที่ได้รับการตกแต่งและโมดิฟายแบบเต็มๆ จำนวน 8 คัน จาก ชมรมยุทธหัตถีสุพรรณบุรีออฟโรด ชมรมเดินดง ชมรมขอนลอย และชมรมฟรีสไตล์ออฟโรด กำลังเร่งทะยานฝ่าความร้อนของเปลวแดดอย่างไม่ยี่หระและรีบเร่ง ทั้งหมดออกเดินทางมาจากด่านช้าง กำลังมุ่งหน้าแสวงหาความสดชื่นของไพรพฤกษ์บนเทือกเขาสู่ขุนเขาที่ตั้งตระหง่านท้าทายสายตาอยู่เบื้องหน้า ที่มีชื่อเรียกว่า “เขาหินกอง หรือ พุน้ำร้อน” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของป่าชุมชน และเป็นป่าต้นน้ำของอ่างเก็บน้ำพุน้ำขาว

หากแต่ว่า เมื่อทั้งหมดเดินทางผ่านหมู่บ้านพุน้ำร้อน ผ่านวัดพุน้ำขาว อ่างเก็บน้ำพุน้ำขาว ก็ทะลุออกสู่ไร่และบ้านหลังหลังสุดท้ายของพุน้ำร้อนก่อนถึงเขตป่าที่ชายเขา ก็ต้องพบกับความผิดหวังกันเล็กน้อย ความชุ่มชื่นแบบโอเอซีสกลางทะเลทราย ความร่มเย็นจากผืนป่าที่ตั้งความหวังไว้ในตอนแรก แทบไม่มีเหลือ ความร้อนจากแสงแดดไม่ได้ทุเลาลงไปแม้แต่น้อย ด้วยว่าสภาพของป่าเบญจพรรณและป่าไผ่ที่ปกคลุมพื้นที่เท่าไปนั้น มันกำลังผลัดใบจนแทบแห้งโกร๋น โล่งเตียน จากการปรับเปลี่ยนฤดูกาลไปเสียแล้ว

และที่สำคัญทุกคนกำลังงงๆ เนื่องจากเราหาทางเข้าสู่เส้นทางไม่เจอ และไม่รู้จะเริ่มต้นจากตรงไหนดี เพราะรอบๆ นั้นเป็นไร่มันสัมปะรังของชาวบ้านแทบทั้งสิ้น เราต้องจอดรอเพื่อให้ช่างอุดม หนึ่งในสมาชิกชมรมยุทธหัตถีสุพรรณบุรีออฟโรดเจ้าถิ่น ไปตามคนนำทาง

เมื่อคนนำมาถึง เราก็ไม่รอช้าเริ่มออกทางทันที เนื่องจากเวลาในตอนนี้ก็ผ่านพ้นเที่ยงวันไปแล้ว ขบวนรถทั้ง 8 คน เริ่มขับลัดเลาะผ่านไร่มันสัมปะรัง จนเข้าสู่สวนลำไยของชาวบ้าน ที่ไม่น่าเชื่อว่าจะมีปลูกกันอยู่ที่บ้านพุน้ำร้อน แถมให้ผลผลิตจะไม่ได้มากมายเหมือนกับภาคเหนือ แต่ก็สามารถทำรายได้ให้กับชาวบ้านพอสมควร ชั่วไม่นานก็เริ่มเข้าสู่เส้นทางออฟโรดอย่างจริงจัง เมื่อบรรจบกับตีนเขาหินกอง

เส้นทางพุน้ำร้อนนี้ หลายๆ คนฟังชื่อแล้วอาจจะพาลคิดไปว่า มันน่าจะเป็นที่ตั้งของบ่อน้ำพุร้อนตามชื่อ แต่จริงๆ แล้วป่าชุมชนแห่งนี้ ถูกตั้งขึ้นตามชื่อของหมู่บ้านพุน้ำร้อน และเป็นป่าที่ตั้งอยู่ใกล้กับรอยต่อของอุทยานห่างชาติพุเตย  เป็นเส้นทางออฟโรดที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากห่างจาก อ.ด่านช้าง จ.สุพรรณบุรี เท่าไรนัก ประมาณ 20 กว่ากิโลเมตร และห่างจากทางหลวงหมายเลข 3086 เพียง 2 กิโลเมตรเท่านั้น

เส้นทางแห่งนี้ชาวบ้านใช้ในการหาของป่ามานานนม แต่มูลเหตุที่ทำให้การเดินทางครั้งนี้เกิดขึ้น ก็เพราะว่าน้องชายของช่างอุดม หนึ่งในสมาชิกชมรมยุทธหัตถีสุพรรณบุรีออฟโรด ได้บอกเล่าให้ช่างอุดมฟังเมื่อครั้งลงไปที่ด่านช้าง ว่ามีเส้นทางออฟโรดอยู่แห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นเส้นทางหาของป่าของชาวบ้าน สภาพเส้นทางถือว่ายากลำบากพอสมควร มีจุดไฮไลท์ให้ได้ออกกำลังเกียร์กันหลายจุด ทั้งลำห้วยที่คดเคี้ยวไป-มา หรือจะปีนป่ายไปตามยอดเขาที่เป็นทางหินล้วนๆ แบบภาคอีสาน ปลายสุดของเส้นทางจะทะลุไปยังอ่างเก็บน้ำลำตะเพินด้านบนได้เช่นกัน หากว่ามีเวลามากพอที่จะดันทุลังข้ามเขาหินกองไปได้

จากนั้นช่างอุดม ด่าช้าง ก็เลยนัดแนะกับสมัครพรรคพวกรวบรวมได้ 8 คัน เดินทางเข้าไปสำรวจเส้นทางแห่งนี้ เพราะหากว่ามันสวย เส้นทางสนุก ก็จะกลายเป็นอีกหนึ่งเส้นทางท่องเที่ยวของชาวออฟโรดในย่านนี้

ครั้งแรกที่ผมได้ฟังก็รู้สึกแปลกๆ เหมือนกัน เพราะอย่างที่เราทราบกันดีว่าป่าภาคกลางนั้น หาเส้นทางที่เป็นภูเขาหินแบบภาคอีสานนั้น หายากจริงๆ เพราะภูมิประเทศของป่าในภาคกลางเรานั้น ส่วนใหญ่เป็นป่าเบญจพรรณและป่าดิบชื้น รวมทั้งป่าดงดิบก็ยังพอพบเห็นได้บ้างน่าลึกๆ ดังนั้นภูเขาส่วนใหญ่จึงมีสภาพเป็นเขาดินเสียส่วนใหญ่ จะมีก็เป็นเทือกเขาหินปูน ประเภทเขาหินแกรนิต และหินทรายแบบภาคอีสานนั้นไม่ค่อยจะพบเห็นกันมากนัก

มันจึงค่อนข้างแปลกไปกว่าเส้นทางออฟโรดอื่นๆ ใน จ.สุพรรณบุรี รวมทั้งป่าทั่วๆ ไปของภาคกลางพอสมควร แต่อย่างไรก็ตามเท่าที่ผมได้มีโอกาสเดินทางไปสัมผัสมาด้วยตัวเอง บอกได้เลยว่าเส้นทางพุน้ำร้อนนั้น มันเหมาะสำหรับเป็นเส้นทางเล่นหรือฝึกทักษะในการปีนหินของขาฮาร์ทคอร์ เสียมากกว่าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจ หรือกางเต็นท์แรมคืนเพื่อสัมผัสธรรมชาติ ยกเว้นในช่วงช่วงฤดูฝนและฤดูหนาว ก็พอกล้อมแกล้มได้เหมือนกัน เพราะนอกจากเส้นทางแล้ว ไม่มีจุดเด่นอื่นๆ ที่น่าสนใจเท่าไรนัก

เส้นทางพุช่วงแรกๆ จะต้องขับผ่านเรือกสวนของชาวบ้าน ขนานไปกับลำห้วยขนาดเล็กๆ ที่ไหลลงมาจากยอดเขาด้านบน ครั้นหลุดพ้นจากไร่ของชาวบ้านไป ก็ต้องขับรถขับมุดป่าหญ้าที่สูงเกือบท่วมหัว ไปตามเส้นทางเดินเท้าและรถมอเตอร์ไซค์ของชาวบ้านที่เข้าไปหาของป่า ถึงตรงนี้ทุกคันต้องขับตามกันด้วยความระมัดระวัง เนื่องจากป่าหญ้าที่รกทึบ ได้บดบังร่องที่ถูกน้ำกัดเซาะและหลุมต่างๆ เป็นกับดักธรรมชาติเอาไว้อย่างมิดชิด แม้จะระมัดระวังกันเป็นอย่างดี แต่ก็เล่นเอารถนำอย่าง  เชิดศักดิ์ กล่ำพบุตร กระเด้งกระดอนและหัวหกก้นขวิดไปหลายครั้ง เนื่องจากมองไม่เห็นเส้นทาง สุดท้ายเพื่อความปลอดภัยจึงต้องให้คนลงไปเดินนำคอยบอกไลน์

จากบ้านหลังสุดท้าย ใช้เวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมง เราก็เดินทางมาถึงยังเขาหินกอง แลเห็นสภาพภูมิประเทศได้อย่างชัดเจน เพราะป่าค่อนข้างโปร่ง จากการผลัดใบจนเหลือแต่ลำต้น จริงอย่างที่ชาวบ้านบอกว่ามันเป็นเขาหินล้วนๆ ตั้งตระหง่านขวางอยู่ข้างหน้า เส้นทางจริงๆ นั้นไม่มีครับ เราสามารถเลือกไลน์เอาตามใจชอบ ขับไปตามลำธารหิน และค่อยๆ ไต่ไปตามความลาดชันที่ยกระดับขึ้นไปเรื่อยๆ จนถึงยอดเขาด้านบน คะเนจากสายตาถ้าจะขับขึ้นไปตรงๆ น่าจะอยู่ที่ประมาณ 200-300 เมตร แต่ถ้าจะเดินทางขึ้นไป ก็น่าจะลำบากพอสมควร นอกจากรถจะต้องพร้อมแล้ว อุปกรณ์ช่วยเหลือต่างๆ ต้องครบ ที่ขาดไม่ได้เลยก็คือ วินช์ รวมทั้งทีมงานที่คอยบอกไลน์และจัดเรียงหิน

ปัญหาที่น่าจะสร้างความลำบากให้กับรถที่จะเดินทางผ่านไปอีกอย่างหนึ่ง ก็คือ มันมีต้นไม้น้อยใหญ่ที่ขึ้นขวางอยู่ทั่วๆ ไป รถเล็กอย่าง SUZUKI CARIBIAN นั้น พอจะหลบหลีกเป็นช่องไปได้ แต่ใหญ่และยาวอย่างรถกระบะนั้น ถือว่าลำบากทีเดียว ร่องไลน์ที่จะเบี่ยงหลบต้นไม้ก็มี แต่จะถูกแทนที่ด้วยโขดหินขนาดใหญ่ เรียกว่ามีโอกาสทั้งไปเบียดกับต้นไม้ หรือเกิดหลบหลีกต้นไม้มากไป อาจแขวนท้องกับโขดหินได้อีกเหมือนกัน ดังนั้นต้องใช้เวลาแต่งไลน์ค่อนข้างมาก

สุดท้ายเมื่อเหลือบดูเวลาก็ล่วงเลยมาจนถึงบ่ายคล้อย ทั้งหมดจึงตกลงกันว่า จะให้เจ้าแมงหวี่ของ ดำ ด่านช้าง หรือ เชิดศักดิ์ กล่ำพบุตร และรถของ ป๋าต้อย จากเดินดง (สุชาติ เฟื่องฟุ้ง) ขึ้นไปชิงลางก่อน ส่วนอีก 6 คันที่เหลือจะจอดรออยู่ข้างล่าง และจะขึ้นไปช่วยกันเรียงหินและช่วยกันบอกไลน์ และลากวินช์หากรถเกิดติดขึ้นมาจริงๆ ใช้เวลาประมาณชั่วโมงเศษๆ ในการชิมลางเพียงสองคัน ก็พอจะบอกได้ว่า หากจะผ่านเส้นทางนี้ข้ามเขาไปอีกฟากจริงๆ ต้องใช้เวลาค่อนข้างมากหรืออาจจะทั้งวันหากรถหลายคัน อีกทั้งต้องช่วยกันแต่งไลน์ ช่วยกันวินช์ ดังนั้นเมื่อเดินทางขึ้นไปได้ประมาณ 100 เมตร ถึงศาลเจ้าพ่อหินกองด้านบน ทั้งสองคันจึงถอยหลังกลับลงมา

ขากลับเราอาศัยล่องลงมาตามลำห้วยที่เป็นทรายผสมหิน ที่บัดนี้น้ำแทบจะแห้งผาก จุดไหนที่เป็นโขดหินขนาดใหญ่ก็หลบหลีกขึ้นด้านบน แต่ก็ไม่แคล้วถูกบ่อทรายน้ำซับดักให้ชะงักอยู่กับที่หลายคัน เนื่องจากเผลอไปปั่นล้อและใช้รอบเครื่องยนต์ที่สูงเกินไป  จนกลายเป็นการปั่นฝังตัวเองโดยไม่รู้ตัว บวกกับน้ำหนักของตัวรถที่มากเป็นทุนอยู่แล้ว ต้องงัดวินช์ออกมาใช้ ก็ได้ความมันแบบหอมปากหอมคอ โดยเฉพาะรถใหญ่ที่พลาดหวังจากการได้ปีนป่ายหินมาก่อนหน้านี้

เส้นทางพุน้ำร้อน หรือ บางคนก็เรียก เขาหินกอง แห่งนี้ แม้ไม่มีความโดดเด่นในเรื่องของสถานที่ท่องเที่ยว ไม่เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการปลีกวิเวก แสวงหาความสำราญทางใจไปตามธรรมชาติ แต่เหมาะสำหรับเป็นเส้นทางฝึกทักษะและกำลังเกียร์ของบรรดาขาลุยลุยฮาร์ทคอร์ เพราะมีเส้นทางให้เลือกขับเล่นมากมาย ลองไปดูครับ…

Comments are closed, but trackbacks and pingbacks are open.