ผจญภัยในป่าหิมพานต์ มนต์เสน่ห์แห่งขุนเขาเมืองแร่ระนอง

กลางเดือนธันวาคม 2558 สำหรับภาคใต้มันเข้าสู่ช่วงปลายฝนพอดี

ผู้เขียนและเพื่อนๆ ได้นัดแนะกันเพื่อจัดทริปเที่ยวป่า และนั่งคิดว่าจะออกไปเที่ยวที่ไหนกันดี ในที่สุดก็ได้ข้อสรุปว่าจะไปท่อง “ป่าหิมพานต์” ซึ่งตั้งอยู่ในป่ารอยต่อของน้ำตกหงาว ที่ จ.ระนอง ที่นั่นพวกเราเคยได้สัมผัสมาแล้ว ช่วงนี้นับเป็นโอกาสดีที่สุด จะได้กลับไปล้างตากับเส้นทางมหาโหดแห่งนี้อีกครั้ง

ภาพความประทับใจของภูมิประเทศ เส้นทางที่ใช้ในการเดินทาง รวมทั้งของขวัญชิ้นใหญ่ที่ปลายทางมันยังคงตราตรึงอยู่ในความทรงจำพวกเราเสมอ เมื่อได้ข้อสรุปพวกเราจึงได้นัดรวมตัวกันอีกครั้ง โดยไม่ลืมที่จะแจ้งให้เจ้าบ้าน คือ “โกนพ หรือ นพพร มีกลิ่นหอม” ผู้ที่จะนำทางขาประจำของเรา เมื่อไปเยือนระนองทุกครั้ง ได้ทราบในเบื้องต้น

ครั้นทุกอย่างพร้อม บ่ายศุกร์ที่ 11 ธันวาคม 2558 ผู้เขียนและเพื่อนๆ รวม 12 คันจาก จ.สุราษฏร์ธานี รวมทั้งเพื่อนชาวต่างชาติจาก จ.กระบี่ ได้เดินทางมุ่งหน้าสู่ จ.ระนอง กันอีกครั้ง หลังจากช่วง 2-3 ปีมานี่ เราเทียวไล้เทียวขื่อท่องป่าเมืองแร่นองมาแล้วหลายครั้ง เนื่องจากเป็นที่ทราบกันดี ระนองแม้จะเป็นเมืองเล็กๆ ที่เงียบสงบตั้งอยู่ริมชายฝั่งทะเลตะวันตกของภาคใต้ ติดกับเมียนม่าร์และทะเลอันดามัน เป็นจังหวัดที่มีประวัติความเป็นมายาวนานนับตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาเรืองอำนาจ เดิมเป็นหัวเมืองขนาดเล็กขึ้นกับเมืองชุมพร

ระนอง ได้ชื่อว่าเป็นเมือง “ฝนแปด แดดสี่” นั่นคือ มีฝนตกเสีย 8 เดือน และฝนแล้งเพียงแต่ 4 เดือน ฝนจึงตกชุกมากที่สุดในประเทศไทย เพราะได้รับอิทธิพลจากลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ และที่สำคัญตั้งอยู่ปลายสุดของเทือกเขาตะนาวศรี  จึงเต็มไปด้วยสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติมากมาย โดยเฉพาะในสไตล์ของการผจญภัยแบบที่ชาวออฟโรดชื่นชอบ ด้วยว่าหลายๆ เส้นทางนั้น เคยใช้เป็นเส้นทางชักลากไม้เก่า รวมทั้งการประทานบัตรเหมืองแร่ครั้งอดีต ทำให้เส้นทางออฟโรดโยงระย้าอยู่ทั่วๆ ไปในเขตป่าของระนอง

เราใช้เส้นทางจากตัวเมืองสุราษฎร์ธานี ขับตามกันมาเรื่อยๆ ตามถนนเพชรเกษมหรือทางหลวงหมายเลข 41 ผ่านหลังสวน จ.ชุมพร เลี้ยวซ้ายมุ่งหน้า อ.พะโต๊ะ ซึ่งเส้นทางที่เราต้องใช้นี้ต้องอาศัยความระมัดระวังเป็นอย่างมาก เพราะเต็มไปด้วยโค้งและมีความลาดชันค่อนข้างมาก บางช่วงมีการซ่อมเส้นทาง ก่อนค่ำทั้งหมดก็เดินทางถึงจุดหมายปลายทาง รวมระยะทางประมาณ 200 กิโลเมตร สถานที่พักของเราคืนนี้เป็นบ้านพักของลุงฉลาด ตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับบ่อน้ำพุร้อนพรรั้ง สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของระนอง ซึ่งอยู่ในความดูแลของอุทยานแห่งชาติน้ำตกหงาว ห่างจากตัวเมืองระนองมาเพียง 10 กว่ากิโลเมตร ลุงฉลาดได้จัดเตรียมสถานที่กางเต็นท์ไว้ให้พวกเรา รวมทั้งทำอาหารเอาไว้คอยท่า หลังจากเสร็จภารกิจในการจัดเตรียมที่หลับที่นอน และทานอาหารกันเรียบร้อย เพื่อนๆ ร่วมทริปก็ได้แยกย้ายกันพักผ่อน เก็บแรงเอาไว้สู้ศึกในวันพรุ่งนี้ เพราะคาดว่าน่าจะสาหัสสากรรจ์อย่างแน่นอน แม้จะเป็นช่วงฟ้าไร้ฝนก็ตาม

เมื่อฟ้าสางของวันใหม่ หลังทำธุระส่วนตัว และจัดเตรียมเสบียงอาหาร เครื่องนอนต่างๆ กันเรียบร้อย ก็ออกเดินทางจากบ้านลุงฉลาดทันที เนื่องจากกลัวว่า กว่าจะเดินทางผ่านเส้นทางหิมพานต์ถึงจุดพักแรมด้านในจะดึกเกินไป ทั้งที่จริงแล้วเส้นทางก็ไม่ได้ไกลอะไรมากมาย แค่ 6 กม. แต่เป็น 6 กิโลเมตรที่โหดและหินที่สุด ต้องใช้ทักษะการขับขี่เป็นอย่างมาก ดังนั้นอุปกรณ์ช่วยเหลือทุกอย่างล้วนมีความจำเป็นทั้งสิ้น และที่ขาดไม่ได้ก็คือ วินช์  อุปกรณ์ที่สำคัญที่สุดที่จะช่วยให้เราเสามารถขับผ่านอุปสรรคไปได้

เส้นทางหิมพานต์นี้ แบ่งออกเป็น 2 ช่วง ช่วงแรกระยะทางสั้นๆ แต่สองข้างทางจะรกทึบเต็มไปด้วยหญ้ารังไก่ แต่ก็ไม่มีอุปสรรคปัญหาให้กวนใจมากนัก ครั้นเมื่อหลุดจากดงหญ้ารังไก่ไต่ความสูงขึ้นไปเรื่อยๆ ก็จะถึงช่วงที่สองซึ่งเป็นจุดไฮไลท์ของทริปนี้ นั่นก็คือ เนินชัน+ร่องน้ำขนาดใหญ่ ซึ่งเราเรียกกันว่าร่อง V ละม้ายคล้ายกับเส้นทางบนสันแดนที่ปิเต็ง ต.ปิล็อก อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี

เม้ง หรือ บุญรักษ์  อักษรธรรม ขับไมตี้เอ็กซ์ เครื่องยนต์ UZ ขุนศึกคู่ใจไต่ร่องขึ้นไปเป็นคันแรกอย่างชำนาญ เนื่องจากผ่านประสบการณ์เที่ยวป่ามาอย่างโชกโชน ก่อนจะแตะหัวเนินก็ต้องทำการตั้งลำรถใหม่อีกครั้ง อย่างไรก็ตามจุดนี้ทำให้บาดเจ็บไปหลายคัน ต้องใช้วินช์ตัวมาเป็นตัวช่วย รถของผู้เขียนเองเสร็จศึกจากการแข่งขัน NAS CHALLENGE 2015 มาก็ทำการรื้อทำใหม่หมดทั้งคัน และเพิ่งทำสีมาใหม่แกะกล่อง ก็ได้รับบาดเจ็บตะกร้อเพลาหน้าแตก ต้องใช้ Air Locker ที่ติดเอาไว้เป็นอาวุธลับหน้า-หลัง ประคองตัวผ่านอุปสรรคไปเรื่อย ๆ แบบทุลักทุเล จุดนี้เล่นเอารถแต่ละคันหน้ามืดไปตามๆ กัน ด้วยพื้นที่จุดนี้เป็นที่โล่ง อากาศก็ร้อนจัด

เนินนี้ที่เล่นเอาใจหายใจคว่ำ เห็นจะหนีไม่พ้นรถ Nissan Terrano ของ บอล หรือ ฉัตรชัย สงฆ์รักษ์ เกิดเหตุท่อน้ำมันเครื่องเลี้ยง Turbo แตก ทำให้น้ำมันเครื่องไปสัมผัสกับท่อไอเสียจนเกิดไฟลุกไหม้ในห้องเครื่อง ต้องวิ่งหาน้ำดับไฟวุ่นวายอยู่พักใหญ่ จบไปเป็นคันแรกของทริปสำหรับรถของบอล

หลังจากขึ้นเนินมาครบทุกคัน โดยมีรถ Toyota Hilux Hero ของเจ้าบ้าน โกนพ หรือ นพพร  มีกลิ่นหอม จากระนองออฟโรดขึ้นมาเป็นคันสุดท้าย  ก็พักทานอาหารกลางวันกันที่นั่น ก่อนจะออกเดินทางต่อ ท่ามกลางอากาศที่ร้อนอบอ้าว มองไปทางไหนก็มีแต่พยับแดด ถึงตรงนี้มีการปรับขบวนกันใหม่ รถของผู้เขียนออกเดินทางเป็นคันแรก เส้นทางช่วงนี้พื้นที่เป็นดินทราย และร่องน้ำลึก ประกอบกับมีเนินชัน นั่นทำให้ผู้เขียนเองต้องลงแซ่ ด้วยการใช้วินช์ช่วยอยู่หลายจุด จนโคไดร์เวอร์จำเป็นต้องออกปากขอพักก่อน ประกอบกับเพื่อนๆในทีมที่ตามหลังมา เกิดเหตุรถพลัดตกร่องน้ำ ต้องใช้เวลาในการกู้รถตรงจุดนี้เป็นชั่วโมง ก่อนจะเดินทางเผชิญหน้ากับเนินชัน ร่องน้ำ และเหวลึกกันอีกหลายจุด

กระทั่งก่อนอาทิตย์จะลาลับขอบฟ้า ขบวนรถทั้งหมดก็เดินทางมาถึง “คลองปากรวบ” ซึ่งเป็นลำธารที่มีสายน้ำใสสะอาด ช่วยลดอุณหภูมิที่ร้อนอบอ้าวได้เยอะมาก เราทยอยนำรถข้ามคลองกันมาที่ละคัน บางคันก็ขอจอดพักแช่น้ำเล่นให้เย็นๆ ใจก่อน เพราะอยู่ใกล้กับจุดกางเต็นท์พักแรม เพียงแค่ขับรถข้ามลำคลองที่เต็มไปด้วยโขดหินน้อยใหญ่ ไปยังฝั่งตรงข้ามเท่านั้นเอง โดยจุดพักแรมนั้นก็เป็นหาดขาวที่ถูกแต่งแต้มด้วยก้อนหินขนาดต่างๆ มากมาย ซึ่งใครใช้เต็นท์กางบนพื้นก็นอนกันลำบากซะหน่อย  ด้วยความหิวที่ต้องเดินทางกันมากว่า 9 ชั่วโมง กับระยะทางเพียง 6 กม  บอล พ่อครัวประจำทริป ก็ทำการจัดเตรียมอาหาร ส่วนคนอื่นๆ ก็ลงมือเตรียมเต็นซ์ที่พัก บางคนก็ลงเล่นน้ำกันอย่างสบายใจหลังจากที่ต้องเหนื่อยกันมาทั้งวัน

เวลาในป่ายามเย็นผ่านไปอย่างรวดเร็ว หลังพระอาทิตย์ตกดินไปไม่นาน ทั่วราวป่าก็ปกคลุมไปด้วยความมืดมิดอนธการ กิจกรรมเสวนารอบกองไฟก็ได้เริ่มขึ้น เรานั่งคุยกันไปถึงเรื่องราวต่างๆ ราวเที่ยงคืนจากวงเสวนาขนาดใหญ่ ก็เหลืออยู่เพียงไม่กี่คน จึงได้ฤกษ์แยกย้ายกันเข้าเต็นท์พักผ่อน ท่ามกลางอากาศที่เย็นสบาย ถูกขับกล่อมด้วยดนตรีไพร ที่บรรเลงโดยหริ่งหรีด เรไร และสายน้ำไหล มันช่างเป็นดนตรีธรรมชาติที่งดงามและไพเราะมากที่สุดสำหรับหลายๆ คน

ฟ้าสางของวันใหม่ ทุกคนตื่นขึ้นมาด้วยความสดใส เพื่อเตรียมตัวในการเดินทางกลับ โดยใช้เส้นทางวิ่งย้อนศรกลับทางเดิม ขามาเราใช้เวลามากถึง 9 ชั่วโมง แต่ขากลับกลายเป็นหนังคนละม้วน เราใช้เวลาไปไม่ถึง 2 ชั่วโมง ด้วยว่าขากลับนั้นเป็นทางลงเกือบตลอด ผิดกับช่วงขามาที่ต้องขึ้นเนินสวนแรงดึงดูดของโลก โดยขากลับนี้เรามารวมัววกันอีกครั้งที่บ่อน้ำพุร้อนพรรั้ง เพื่อกล่าวคำอำลา ลุงฉลาด เจ้าของบ้าน ก่อนจะแยกย้ายกันกลับภูมิลำเนาโดยสวัสดิภาพ จบไปอีกหนึ่งทริปอย่างสมบูรณ์แบบ

Comments are closed, but trackbacks and pingbacks are open.