ท่องแดนทะเลหมอกสองแผ่นดิน ย่ำถิ่นปากะญอ ณ บ้านบุญเลอ จ.แม่ฮ่องสอน

ช่วงนี้เริ่มเข้าสู่ต้นฤดูหนาว ฤดูกาลท่องเที่ยวตามล่าหาทะเลหมอกสวยๆ แน่นอนว่าส่วนใหญ่คงหนีไม่พ้นจังหวัดต่างๆ ทางภาคเหนือของเรา

แม้ว่าปีนี้ลมหนาวมันจะมาช้าอยู่สักหน่อย เพราะย่างเข้าสู่เดือนสุดท้ายปลายปีแล้ว แต่ฟ้าก็ยังอึมครึมด้วยเมฆฝน ยิ่งตอนกลางวันแทบไม่ต้องพูดถึง อุณหภูมิไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่าหน้าร้อนแม้แต่น้อย กระนั้นตามดงดอยต่างๆ ในภาคเหนือก็ยังหนาวเย็นแทบทั้งปี ยิ่งวันไหนฝนตกโปรยปราย คาดคะเนได้ว่าเราสามารถพบเห็นสายหมอกพราว ลงจับอยู่ตามหุบและเรือนยอดไม้ได้ไม่ยาก

แน่นอนละ…ผู้เขียนเองก็พิศมัยความยิ่งใหญ่ ที่เป็นบรรณาการจากธรรมชาติไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าคนอื่นๆ และอาจจะโชคดีกว่าหลายๆ คน ก็ตรงที่พวกเราชาวออฟโรดมีพาหนะคู่ใจ เป็นรถขับเคลื่อนสี่ล้อที่สามารถบุกป่าฝ่าดงตะลุยท่องไปสู่จุดหมายปลายทางได้ไกลกว่าพาหนะประเภทอื่นๆ

ปีนี้ผู้เขียนเองก็คิดหาจุดชมทะเลหมอกสวยๆ แห่งใหม่ ที่ไม่ซ้ำใคร โดยเล็งพิกัดและปักหมุดเอาไว้แถบ จ.แม่ฮ่องสอน ดินแดนแห่งเมืองสามหมอก  พร้อมกับคิดว่า ไหนๆ จะไปเที่ยวแล้ว หาเรื่องทำบุญบริจาคสิ่งของให้กับเด็กๆ ในถิ่นทุรกันดารไปในตัว จึงยกหูโทรไปปรึกษากับทางพี่ชายสุดหล่อ เจ้าของฉายา เอบีบี แห่งเชียงรายแอดเวนเจอร์ และทุกครั้งทางเอบีบีก็ไม่เคยปฏิเสธพร้อมรับปากว่า จะประสานเรื่องของบริจาคให้ โดยได้ผู้สนับสนุนหลัก คือ บริษัท สยามไวน์เนอรี่ จำกัด จัดสิ่งของมาให้เต็มพิกัด พ่วงด้วยพนักงานจิตอาสาอีก 18 ชีวิต ซึ่งลำพังไปกันไม่กี่คันคงจะขนของบริจาคมาคงไม่หมดแน่ๆ ทางเอบีบี จึงติดต่อไปยังกลุ่มช่างเอก 4×4  จึงได้รถมาสมทบอีก 6 คัน รวมกับเชียงรายแอดเวนเจอร์อีก 3 คัน กลุ่มดอยหล่อ 4×4 อีก 3 คัน และรถผมอีกหนึ่งคัน รวมทั้งหมด 13 คัน มุ่งหน้าไปชมทะเลหมอกสองแผ่นดิน ย่ำถิ่นปากะญอ ที่บ้านบุญเลอ ต.แม่สามแลบ อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน

ทะเลหมอกนั่น คือ ไฮไลท์ของทริปนี้ก็จริง แต่สำหรับพวกเราชาวออฟโรด การจะให้เดินทางแบบธรรมดาบนทางเรียบก็ดูจะไม่สมศักดิ์ศรีของรถที่อุตสาห์แต่งกันมาคันละหลายอัฐหลายออน ผมจึงวางโปรแกรมเอาไว้คร่าวๆ ว่าจะใช้เส้นทางผ่านอุทยานแห่งชาติสาละวิน ลัดเลาะไปตามลำห้วย ผ่านสำนักงานเก่าของบริษัทบอมเบย์เบอร์ม่า ที่เข้าสัมปทานทำไม้เมื่อ 60-70 ปีก่อน รวมทั้งโรงพักโบราณท่าตาฝั่ง อายุเกือบ100 ปี และที่สำคัญเราสามารถชมวิวทิวทัศน์อันงดงามของแม่น้ำสาละวินได้เกือบตลอด

เมื่อทุกอย่างลงตัวและโปรแกรมสุกงอม ทุกคนก็เดินทางมารวมตัวกันที่ อ.แม่สะเรียง โดยช่วงเช้ามืดก่อนเดินทาง ผู้เขียนเองแอบแวะไปเที่ยวตลาดเช้าแม่สะเรียงเพื่อดูเมนูปลา เพราะที่นี้เองคือ ตลาดขายปลาสดแม่น้ำสาละวิน ซึ่งเท่าเห็นเช้าวันนี้ก็มีปลาหลากหลายสายพันธุ์ ไม่ว่าจะเป็น ปลาแค้ ปลากดคัง ปลากดหัวเสียม และปลาสาละวินเป็นเปลาเกล็ดที่มีขนาดใหญ่ที่สุดแห่งลุ่มน้ำสาละวิน หลังจากเที่ยวชมตลาดสดผู้เขียนเองซื้อเสบียงเล็กๆ น้อยๆ พอจะเป็นกับแกล้มแก้หนาวบนดอย เสร็จจึงออกไปเตรียมรับเจ้าหน้าที่จากสยามไวน์เนอรี่ จากนั้นก็ออกเดินทางจากแม่สะเรียงเมื่อเวลาประมาณ 9โมงเช้า ครั้งนี้ทุกคนถามผมตลอดว่า อากาศช่วงต้นฤดูหนาวปีนี้ยังไม่ค่อยจะหนาว แล้วจะมีทะเลจริงหรือ ผมไม่ตอบบอกไปแค่ว่า รอดูพรุ่งนี้ตอนเช้าก็แล้วกัน

ราว10โมงเศษๆ เราขับรถผ่านสำนักงานเก่าบริษัทบอมเบย์ โดยที่น้ำในลำห้วยยังมีอยู่บ้าง เสียงวิทยุสื่อสารถามมาว่า จะจอดแวะเยี่ยมชมกันไหม ผมตอบกลับไปว่า เราจะไปพักกันที่โรงพักโบราณดีกว่า เพราะว่าเส้นทางยังอีกยาวไกลเกือบๆ 80 กิโลเมตร กลัวจะมืดค่ำ อีกอย่างเส้นทางค่อนข้างจะอันตราย เพราะเป็นภูเขาสูงชัน และเหวลึก เราวิ่งในลำห้วยแม่กองคาไปเรื่อยๆ ไม่นานเราก็มาถึงยังโรงพักโบราณท่าตาฝั่ง หลายคนต่างตื่นเต้นกับทิวทัศน์เบื้องหน้า เพราะโรงพักโบราณแห่งนี้ตั้งอยู่ติดกับแม่น้ำสาละวิน หลายคนพากันขับรถวิ่งไปบนหาดทรายอันกว้างใหญ่ ผมเองบอกไปว่ารถเราจะวิ่งได้ก็ช่วงนี้เท่านั้น ถ้าเป็นช่วงฤดูฝนหาดทรายบริเวณนี้ก็จะจมอยู่ใต้น้ำ กลายเป็นมหานทีอันยิ่งใหญ่ชื่อว่า “สาละวิน”

จากนั้นผมแนะนำให้คณะเดินทางกันต่อ เพราะมื้อเที่ยงเราจะไปรับประทานอาหารกันที่ท่าเรือแม่สามแลบ โดยขับลัดเลาะขนานไปกับแม่น้ำสาละวินประมาณ 18  กิโลเมตร ระยะทางเหมือนไม่ไกล แต่ใช้เวลาไปเกือบ 40 นาที เพราะทางค่อนข้างคับแคบ ซ้ายหน้าผา ขวาเป็นเหวลึก ถ้าพลาดตกลงไปก็คือ แม่น้ำ เรามาถึงท่าเรือแม่สามแลบเอาเมื่อเวลาล่วงเลยมากว่าบ่ายโมงเศษๆ  ตรงจุดนี้เองถือว่าเป็นจุดไฮไลท์อีกแห่ง เพราะถ้าหากใครจะล่องเรือเที่ยวเกาะแก่งต่างๆ ก็ต้องมาที่นี้ สนทนาราคากับเจ้าของเรือเองได้เลย สักพักมีชาวบ้านเดินมาถามขายปลากดคังซึ่งจับได้เมื่อเช้า ผมเลยเดินตามไปดู โอ้ว…เกิดมาเพิ่งเคยเห็นปลากดคังขนาด 80 กิโลกรัม ราคาเขาตั้งเอาไว้ที่ 1,700 บาท จึงปฎิเสธไป เพราะไม่อย่างนั้นคงจะต้องช่วยกันกินทั้งหมู่บ้านเลยละครับตัวขนาดนี้

เราออกเดินทางออกจากท่าเรือแม่สามแลบ เลี้ยวขวาใช้เส้นทางบ้านห้วยแห้ง ขับเลาะแม่น้ำสาละวินไปอีก 5 กิโลเมตร เข้าสู่โหมดการเดินทางขึ้นเขา และเส้นทางที่รกรุงรังไปเรื่อยๆ ราว 30 กิโลเมตร ก่อนถึงบ้านห้วยแห้ง จะมีป้ายบอกทางเลี้ยวด้านขวามือ ไปบ้านบุญเลอ 15 กิโลเมตร  ผมบอกเพื่อนๆ ให้ลงมาหมุนฟรีล็อกก่อน เพราะเส้นทางค่อนข้างลาดชัน บวกกับเมื่อคืนครูที่โรงเรียนบ้านบุญเลอแจ้งมาว่ามีฝนตก จึงต้องระมัดระวังเพิ่มขึ้น เราขับขึ้นเขาไปไม่นานราวๆ 30 นาที ก็เจอทางแยกขวามือลงไปหมู่บ้านบุญเลอ เมื่อไปถึงโรงเรียนมีทั้งคุณครูและเด็กนักเรียนมารอคอยต้อนรับอยู่ก่อนแล้ว ผู้เขียนดูนาฬิกาบ่าย 3โมงกว่า ครูสมชายที่คอยประสานงานกับผม เข้ามาทักทาย ผมไม่ลืมที่จะถามครูไปว่า พรุ่งนี้โอกาสที่เราจะเจอทะเลหมอกมีไหม กลัวคณะที่มาจะผิดหวัง (ผมคุยไว้เยอะ) ครูตอบว่าสบายใจได้ ยังไงก็เห็นทะเลหมอกแน่ เพราะช่วงนี้ความชื้นสูง อีกอย่างใต้ทะเลหมอกนั้นคือ แม่น้ำสาละวิน และช่วงนี้ก็น่าจะสวยกว่าทุกๆ ช่วง ด้วยว่าชาวบ้านยังไม่เผาป่านั่นเอง  ผมเองคิดในใจ ยังไงทริปนี้ต้องเอาภาพทะเลหมอก กลับมาฝากผู้อ่านให้ได้ เพื่อที่หากใครเบื่อการท่องเที่ยวตามอุทยานแห่งชาติแล้ว ก็ยังมีที่แห่งนี้มีจุดชมทะเลหมอกสวยไม่แพ้ที่ใด

ครูสมชายแนะนำให้ไปเที่ยวชมจุดแม่น้ำสองสี ที่บ้านสบเมย โดยขับรถไปอีกประมาณ 9 กิโลเมตร จะบริเวณที่หาดทรายกว้างใหญ่มากที่สุดและสวยที่สวยด้วย เป็นจุดที่แม่น้ำเมยและแม่น้ำสาละวินไหลมาบรรจบกัน โดยแม่น้ำเมยจะสีเขียวใส ส่วนแม่น้ำสาละวินจะออกขุ่นแดง คล้ายกับที่ จ.อุบลราชธานี โขงสีปูน มูลสีครามนั่นเอง เอบีบีอาสาพาคณะที่มาจากกรุงเทพฯขับรถมุ่งหน้าสู่บ้านสบเมยก่อน และทำให้หลายคนหายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้งเมื่อเห็นสายน้ำทั้งสองเบื้องหน้า  บางคันรีบเอารถขับลงไปลุยเล่นยังชายหาดทราย ซึ่งที่นี้ทรายก็ช่างละเอียดมากจริงๆ จึงต้องระมัดระวังรถจมทราย ยิ่งยางตะขาบกับทรายเป็นของไม่ถูกโรคกัน ตอนขาลงนะลงไปได้ สำคัญตอนจะขึ้นมา เพราะเนินค่อนข้างชัน จนทำให้เอก 4×4 ต้องอาสาเปิดไลน์ขึ้นก่อน ส่วนคันอื่นก็ตามหลังขึ้นมาติดๆ โดยที่หลายคันต้องวินช์ อีกหลายคันก็ดิ้นสู้ไม่ถอย

หลังจากขึ้นมากันหมดแล้ว เรารีบกลับมาที่โรงเรียนบ้านบุญเลออีกครั้ง เพื่อร่วมกันจัดกิจกรรมให้กับเด็กๆ ที่โรงเรียนในค่ำคืนนี้ เสร็จเรียบร้อยแล้วหลายคนตั้งวงจับกลุ่มคุยกันตามอัธยาศัย โดยมีการสุราน้ำใจเป็นสื่อกลางพูดคุยกันอย่างออกรส ผู้เขียนเองก็หามุมเก็บบรรยากาศยามค่ำคืนที่พระจันทร์เกือบจะเต็มดวง ใกล้ได้เวลาเข้านอนผู้เขียนร่ำลาเพื่อนๆ ในวงก่อนที่พรุ่งนี้เช้าจะขึ้นไปเก็บภาพทะเลหมอกสองแผ่นดิน

รุ่งสางก่อนฟ้าสาง เสียงครกตำข้าวของชาวบ้าน ดังมาแต่ไกลเป็นนาฬิกาปลุกอย่างดี ทำให้ผมต้องสลัดถุงนอนอันอบอุ่น ลุกเตรียมอุปกรณ์เพื่อไปเก็บภาพ หลายคนตื่นนอนพร้อมกับผม ต่างรู้จุดหมายว่าจะไปที่ใด คณะของเราเอารถออกเดินทางขึ้นไปยังจุดชมวิวของหมู่บ้าน ครั้นเมื่อเดินทางขึ้นไปถึงยังยอดดอย ภาพเบื้องหน้ามันช่างสวยงามสมกับการที่เราอุตสาห์ดั้นด้นมาถึงที่นี่ สายหมอกขาวถูกทาทาบด้วยแสงสีทองอ่อนๆ งดงามชวนตรึงตาตรึงใจ อากาศกำลังเย็นสบายกำลังเหมาะ ทำให้ทุกคนเพลิดเพลินอยู่กับการเก็บภาพความประทับใจดังกล่าว คำว่าทะเลหมอกสองแผ่นดิน ก็คือ เราอยู่ระหว่างสองประเทศ โดยมีแม่น้ำสาละวินกั้นกลางระหว่างไทยและเมียนม่า

ผู้เขียนใช้เวลาในการเก็บภาพทะเลหมอกที่นี้ราวๆ 2 ชั่วโมง ก่อนที่จะย้อนกลับลงมาที่โรงเรียนเพื่อเก็บสัมภาระ เตรียมตัวเดินทางกลับ ทางครูสมชายแนะนำว่า ให้กลับอีกทางหนึ่งจะดีกว่า โดยขับไปทางบ้านกอมูเดอ เพื่อจะได้ชมความสวยงามทะเลหมอกระหว่างทางได้ เราจึงตัดสินใจวิ่งเส้นทางนี้ และเป็นอย่างที่ครูสมชายว่า เส้นทางนี้มีจุดชมวิวอีกแห่งซึ่งสวยงามไม่แพ้กัน ที่นี้เรียกจุดชมทะเลหมอก “บ้านกลอเซโล” ขนาดเวลา10โมงกว่าๆ หมอกยังมีให้ชมสวยงามไม่แพ้กัน

ส่วนเส้นทางนั้น ผู้เขียนต้องขอบอกว่า ค่อนข้างอันตรายกว่าตอนมาทางบ้านห้วยแห้ง เพราะวิ่งบนสันเขาตลอดเส้นทาง ต้องใช้ความระมัดระวังเป็นอย่างมาก เล่นเอาพนักงานที่นั่งมาด้วยแทบไม่กล้ามองออกข้างหน้าต่างเนื่องจากเป็นเหวลึกและแคบ รถยนต์ไม่สามารถวิ่งสวนทางกันได้ ส่วนใหญ่เส้นทางนี้ชาวบ้านจะใช้เป็นขาลงเพราะระยะทางที่สั้นกว่าทางบ้านห้วยแห้ง  จากนั้นคณะเราออกมาถึงเส้นทางหลักผ่านจุดสกัดฐาน ทหารพราน จึงนำสิ่งของทั้งผ้าห่มแล้วเสื้อกันหนาวมอบให้ทางเจ้าหน้าที่ทหารพราน สร้างความปิติยินดีเป็นอย่างยิ่ง ใครผ่านไปผ่านมาทางนี้เจ้าหน้าที่บอกว่าแวะทักทายกันได้ หรือจะถามเรื่องเส้นทางไปบ้านบุญเลอก็ได้นะครับ

หลังจากถึงแม่สะเรียง เราส่งพนักงานขึ้นรถตู้เพื่อเดินทางกลับกรุงเทพฯ รวมทั้งร่ำลากันเรียบร้อย ผมก็ออกเดินกลับแวะเที่ยวชมดอกบัวตอง บ้านแม่เหาะซึ่งช่วงนี้กำลังเบ่งบานกันเต็มที่ คาดว่าเดือนธันวาคม นี้คงยังจะพอมีเหลือให้ชมบ้างเพียงเล็กน้อย ท้ายสุดนี้ในช่วงเทศกาลท่องเที่ยวชมทะเลหมอก ผู้อ่านทุกท่านเดินทางด้วยความปลอดภัย มั่นตรวจเช็ครถให้พร้อมก่อนเดินทางนะครับ

Comments are closed, but trackbacks and pingbacks are open.