ทำไม Ford Ranger Wildtrak ก็เกินพอ?

0

หลายคนที่กำลังจะตัดสินใจซื้อรถกระบะพันธุ์แกร่งสัญชาติอเมริกัน Ford Ranger คงลังเลว่าจะเลือกตัวไหนดีระหว่างรุ่นท็อปสุด Wildtrak กับจอมโหด Raptor มาลองดูกันว่าในราคาที่ต่างกันราว 4 แสนบาทนิดๆ ทั้ง 2 รุ่นมีจุดเด่น-จุดด้อยแตกต่างกันอย่างไร…

การเปรียบเทียบเกิดขึ้นหลังจาก Ford ตัดสินใจบิ๊กไมเนอร์เชนจ์ Ranger ด้วยการนำเครื่องยนต์ดีเซล 2.0L Bi-Turbo มาใส่ในรุ่นท็อป Wildtrak 4×4 พร้อมเกียร์อัตโนมัติใหม่ 10 สปีดเหมือนกับที่อยู่ใน Raptor ที่เปิดตัวก่อนในช่วงต้นปี 2018 แต่มาพร้อมส่งมอบให้ลูกค้าไล่เลี่ยกันในช่วงครึ่งปีหลังที่ผ่านมา

มิติตัวถัง
เหตุผลอันดับต้นๆ ของการตัดสินใจซื้อ Ranger Wildtrak หรือ Raptor คงจะเป็นขนาดที่หลายคนถือเป็นเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะความแออัดของถนนในกรุงเทพฯ และจังหวัดใหญ่ๆ ทั้งโอกาสถูกเบียดจากมอเตอร์ไซค์หรือความลำบากในการหาที่จอด

Ranger Wildtrak Ranger Raptor
ความกว้าง (มม.) 1860 2180
ความยาว (มม.) 5362 5398
ความสูง (มม.) 1815 1873

ตัวเลขเป็นมิลลิเมตรอาจจะดูเยอะ แต่พอเปลี่ยนเป็นเซนติเมตรจะต่างกันแค่ 3.2, 0.36 และ 0.58 ตามลำดับในตาราง แต่ที่ทำให้ Raptor ดูหลอกตาว่าใหญ่กว่า มาจากระยะช่วงล้อหน้า-ล้อหลังที่กว้างขึ้นเป็น 1,710 มม. ด้วยเหตุผลว่าเพื่อให้ลุยออฟโรดได้อย่างเต็มที่ แต่การลุยน้ำท่วมที่เป็นอีกเหตุผลสำคัญของการซื้อรถกระบะ ตามข้อมูล Ranger สามารถขับในระดับน้ำสูงสุด 800 มม. แพ้ Raptor เพียงแค่ 50 มม. หรือครึ่งเซนติเมตรเท่านั้น

ดีไซน์
แน่นอนว่า Ranger ที่เป็นต้นกำเนิดของฉายา “กระบะพันธุ์แกร่ง” ให้กับ Ford จะมีหน้าตาที่เรียบร้อยไปหน่อยสำหรับขาลุย จนทำให้เจ้าของรถรุ่นนี้หลายคันยอมจ่ายเงินเพิ่มเปลี่ยนกระจังหน้าใหม่ที่มีให้เลือกทั้งสัญลักษณ์ม้าป่า Mustang หรือลายตัวอักษร Ford ขนาดใหญ่เหมือนกับ F-150 Raptor ที่ขายในอเมริกา ก่อนจะถูกถ่ายทอดมาสู่ Raptor เวอร์ชั่นอาเซียน

ต้องยอมรับว่า Ranger Wildtrak ตอนที่รับรถออกจากโชว์รูมวันแรกอาจจะดูติ๋มๆ ไร้ความดุดัน แต่ไม่ได้เป็นเรื่องยากลำบากอะไรสำหรับเจ้าของรถรุ่นนี้ เพียงแค่ค้นหาคำว่า “กระจังหน้า เรนเจอร์” ใน Google อึดใจเดียวก็มีกระจังหน้าให้เลือกตั้งแต่ราคา 2,000-6,000 บาท ขึ้นอยู่กับวัสดุที่ใช้ผลิต และควรอ่านคอมเม้นต์ของลูกค้าที่ซื้อไปก่อนหน้าประกอบการตัดสินใจ

เช่นเดียวกับล้อที่เป็นอีกจุดที่พวกคลั่งไคล้การแต่งรถให้ความสำคัญ Ranger Wildtrak จะมาพร้อมล้ออัลลอย 18 นิ้ว ติดตั้งยาง 265/60 ขณะที่ Raptor จะเป็นล้ออัลลอย 17 นิ้ว ใส่ยางแบบ All-terrain ของแบรนด์ BF Goodrich ไซส์ 285/70

นอกจากนี้การออกแบบโครงสร้างของชิ้นส่วนต่างๆ ของ Raptor เลือกใช้วัสดุเหล็กอัลลอย HLSA (High-Strength Low-Alloy) พร้อมด้วยแผงกันกระแทกด้านล่างผลิตจากเหล็กกล้าที่มีความหนา 2.3 มิลลิเมตร เพื่อให้สามารถปกป้องห้องโดยสารจากแรงกระแทกขณะขับขี่บนเส้นทางออฟโรดได้อย่างไร้กังวล

เครื่องยนต์ & ระบบการขับขี่
ตรงนี้อาจจะดูตลกที่ Ranger Wildtrak รุ่นท็อปขับเคลื่อนสี่ล้อสามารถรองรับกำลังของเครื่องยนต์ดีเซล 2.0L Bi-Turbo ที่มีกำลังสูงสุด 213 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 500 นิวตันเมตรเท่ากับ Raptor ทั้งที่ควรจะปรับให้แรงน้อยกว่าตามราคา ทำให้อาจจะเป็นอีกเหตุผลที่ทำให้หลายคนเลือกจะจ่ายถูกกว่าเพื่อซื้อ Wildtrak

ที่สำคัญระบบเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด ช่วยยกระดับการขับของ Ranger ได้ดีขึ้นจากเดิมผิดหูผิดตา หลังจาก Ford พากลุ่มสื่อมวลชนร่วมขับทดสอบที่จังหวัดเชียงราย เมื่อช่วงเดือนสิงหาคมปีที่แล้ว หากเทียบกับ Ranger ก่อนปรับโฉมเครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบ 3.2 ลิตร ทำงานร่วมกับเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด ในการขับบนทางขึ้นเขาที่เป็นโค้งตัวยูที่คล้ายกัน Ranger Wildtrak 2018 มีการคำนวณกำลังเครื่องยนต์ และการเปลี่ยนเกียร์ที่ละเอียดกว่าทำให้ไม่ต้องปรับมาใช้โหมด Manual เพื่อช่วยรักษากำลังเลยสักโค้งเดียว

แต่ที่ทำให้ Raptor เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจมาจากระบบ Terrain Management System (TMS) เพื่อรองรับการขับขี่ถึง 6 รูปแบบที่เหมือนกับใน Everest แต่เพิ่ม Baja Mode สำหรับการขับบนเส้นทางออฟโรดด้วยความเร็วสูงเข้ามาเป็นจุดขายสำคัญ ทำให้คนที่จะเลือกซื้อ Raptor ต้องพิจารณาว่าตัวเองใช้งานแบบสมบุกสมบันขนาดไหน

ระบบช่วงล่าง
Ranger Wildtrak จะใช้ช่วงล่างหน้าแบบอิสระ Double Wishbone with Coil Spring และช่วงล่างด้านหลังแหนบซ้อน Leaf Spring ที่มีการเช็ตใหม่เพื่อรองรับเครื่องยนต์ที่น้ำหนักเบาลง แต่การขับจริงไม่ได้รู้สึกว่าแตกต่างจากรุ่นก่อนเท่าไรนัก เพราะว่า Ford ทำได้ลงตัวอยู่แล้ว

ในขณะที่ Raptor จะมาพร้อมชุดโช๊คอัพ Fox Racing Shox ที่ผลิตขึ้นมาเป็นพิเศษราคาหลักแสนบาท รวมทั้งระบบกันสะเทือนหน้าที่เป็นแบบอิสระปีกนกคู่ใช้วัสดุอลูมิเนียมน้ำหนักเบาช่วยลดอาการ Unsprung Weight ให้ช่วงล่างทำงานได้มีประสิทธิภาพดีขึ้น ส่วนระบบกันสะเทือนหลังเป็นแบบวัตต์ลิงค์ และสปริงคอยล์โอเวอร์ช็อค ทำให้ตรงจุดนี้ Wildtrak หมดสิทธิ์จะสู้จริงๆ

อัตราประหยัดน้ำมัน
ด้วยน้ำหนักรวมของรถที่มากกว่า 168 กิโลกรัม ทำให้ไม่ต้องแปลกใจว่าทำไม Raptor จะมีอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงสูงกว่าที่ 11.9 กม./ลิตร ในการทดสอบแบบสภาวะรวม ในขณะที่ Wildtrak พอได้เครื่องยนต์ใหม่อัตตราสิ้นเปลืองจะอยู่ที่ 13.2 กม./ลิตร หรือขับไป 100 กิโลเมตรใช้น้ำมันแค่ 7.6 ลิตรเท่านั้น ถึงตอนนี้ราคาน้ำมันจะไม่โหดร้าย แต่เป็นอีกองค์ประกอบสำคัญในการตัดสินใจซื้อรถของหลายคนเช่นกัน

ระบบความปลอดภัย (เพิ่มเติมจากรุ่น Limited)
Ranger Wildtrak

  • ถุงลมนิรภัยเพิ่มเป็น 6 จุด: คู่หน้า / ด้านข้าง / และม่านถุงลมนิรภัย
  • สัญญาณเตือนระยะจอดด้านหน้า
  • เฟืองท้ายแบบ Locking Rear Differential
  • เทคโนโลยีช่วยในการขับขี่อัจฉริยะ (Advanced- Driving Assist technology)

– ระบบช่วยเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติพร้อมระบบตรวจจับคนเดินถนน (AEB)

– ระบบควบคุมความเร็วแบบรักษาระยะห่างอัตโนมัติ (Adaptive Cruise Control)

– ระบบเตือนการชนด้านหน้า (Forward Collision Warning System)

– ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในช่องทาง (Lane Keeping System)

– ระบบแจ้งเตือนการขับขี่ (Driver Alert System)

– ระบบเปิด-ปิดไฟสูงอัจฉริยะ (Auto High Beam Control)

อุปกรณ์เสริม (เพิ่มเติมจากรุ่น Limited)

Ranger Wildtrak

อุปกรณ์ภายนอก

  • ไฟตัดหมอกหน้า LED
  • ไฟส่องสว่างข้างตัวรถ
  • สปอร์ตบาร์ และราวหลังคา
  • พื้นปูกระบะท้าย พร้อมช่องต่อไฟ 12 โวลต์

อุปกรณ์ภายใน

  • ไฟตกแต่งห้องโดยสาร Ambient light
  • ช่องต่อไฟ 230V
  • ปรับเบาะที่นั่งคนขับแบบไฟฟ้า 8 ทิศทาง
  • ชุดตกแต่งภายในแบบไวล์ดแทรค
  • ระบบตัดเสียงรบกวนภายในห้องโดยสาร
  • ระบบช่วยจอดอัจฉริยะ
  • ระบบนำทาง Navigation

Leave A Reply

Your email address will not be published.