ทริปกระชับมิตร พิชิตเขารวก-เขาหุบใหญ่ เหนือต้นน้ำลำมูลบน อ.ครบุรี จ.นครราชสีมา

0

เป็นเวลาเนิ่นนานกว่า 30 ปีแล้ว ที่สงครามปฏิวัติประชาชน ภายใต้การนำของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) ได้นำมวลชนเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาลจอมพลถนอม กิตติขจร ได้ยุติลง และทำให้พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ที่ได้ต่อสู้กับเจ้าหน้าที่รัฐบาดเจ็บล้มตายจำนวนมาก บางส่วนต้องหนีร่นเข้าป่านานหลายปีเพื่อเอาชีวิตรอด

พื้นที่ในเขตอีสาน ก็เป็นผืนป่าอีกแห่งหนึ่งซึ่งเดิมเป็นฐานใหญ่ ของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย เนื่องจากบริเวณล้อมรอบมีจุดกำบัง เป็นแหล่งที่หลบซ่อนและซุ่มโจมตีกลับได้อย่างดี โดยเฉพาะในปี 2516 ประเทศลาว เขมร เวียดนาม มีการต่อสู้ของกลุ่มอำนาจลัทธิรุนแรงขึ้น ตามแนวชายแดนไทยเริ่มมีการต่อสู้ของผู้ก่อการร้าย ประกอบกับประเทศไทยในขณะนั้น ก็มีความแตกแยกทางความคิดของข้าราชการทหาร ตำรวจ นักวิชาการ อาจารย์ นักศึกษา และนักการเมืองอยู่แล้ว จึงทำให้กลุ่มคนเกิดการผสมผสานกับกลุ่มผู้ก่อการร้ายขึ้น ในนามผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ (ผกค.) โดยได้รับการสนับสนุนทั้งภายในและนอกประเทศ เกิดการรวมตัวต่อต้านกับอำนาจรัฐ พร้อมกับมีการสู้รบกันทั้งอาวุธและปลุกระดมมวลชน จนเกิดสงครามประชาชนขึ้น

สุดท้ายกำลังมวลชน (พคท.) ถูกเจ้าหน้าที่ปราบปรามหนัก จนต้องถ่อยร่นเข้าป่าเพื่อตั้งฐานที่มั่น ซึ่งฐานใหญ่ของภาคอีสานอยู่ที่ป่าดงมูล อ.หนองกรุงศรี จ.กาฬสินธุ์ ซึ่งครอบคลุมพื้นที่หลายอำเภอใน จ.กาฬสินธุ์ และเป็นผืนป่าที่เชื่อมต่อกับ อ.ท่าคันโท อ.สมเด็จ อ.คำม่วง จ.กาฬสินธุ์ และในเขตพื้นที่ อ.ชุมแพ อ.กระนวน อ.เขาสวนกวาง จ.ขอนแก่น รวมทั้งผืนป่ารอบต่อใกล้เคียงกัน ไล่ยาวมาจนถึงนครราชสีมา ที่ อ.เสิงสาง อ.ครบุรี ต่อมากองบังคับการตำรวจตระเวนชายแดนภาค 2 (ตชด.) ก็ได้เข้าปราบปรามอย่างหนัก จนทำให้ ผกค. แตกสลาย และลดน้อยถอยลง ผนวกกับความเป็นอยู่ของชาวบ้านในพื้นที่ก็ย่ำแย่ ภาครัฐจึงเริ่มเข้าหาแกนนำชาวบ้านและประชาชนโดยการรับฟังปัญหา ปลูกฝังชาวบ้านในพื้นที่ให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ภาครัฐ จึงทำให้ความรุนแรงที่เกิดขึ้นยุติลงในที่สุด

ปัจจุบันพื้นที่อาศัยของกองกำลังพรรคคอมมิวนิสต์ เหลือแค่สถานที่หลบซ่อนตัวตามร่องเขาและถ้ำต่างๆ ขณะนี้พื้นที่โดยรวมถูกบุกรุกทำไร่ ทำสวนไปมาก ป่าเบญจพรรณที่เคยมีต้นไม้ใหญ่และป่าหนาทึบนั้นลดน้อยลง ทิ้งไว้เพียงร่องรอยของประวัติศาสตร์ของสหายและชนรุ่นหลังไว้ดูต่างหน้าเท่านั้น

ที่เกริ่นเรื่องไล่ยาวมาขนาดนี้ ไม่ใช่อะไรหรอกครับ…เพียงแต่คอลัมน์ SPECIAL TRIP ฉบับนี้ จะพาท่านผู้อ่านไปเยือนถิ่น ผกค.เก่า สัมผัสธรรมชาติของผืนป่าดงพญาเย็น ในเขต อ.ครบุรี จ.นครราชสีมา กันอีกสักครั้ง
ต้นทาง คือ บ้านซับสะเดา ปลายทางอยู่ที่เขารวก เขื่อนลำมูลบน นั่นเอง

ถ้าเป็นขาป่าตัวจริงจะทราบได้ทันทีว่า เส้นทางนี้มันตั้งอยู่ใกล้ๆ กับวังมะนาว ในเขตป่าทับลาน แต่อยู่บนรอยต่อกับป่าทับลานทางฝั่งทิศตะวันตกเฉียงเหนือ (แต่อยู่นอกเขต) ซึ่งตอนนี้กำลังเป็นปัญหากระทบกระทั่งระหว่างชาวบ้านกับอุทยานฯ เนื่องจากอุทยานแห่งชาติทับลานต้องการผนวกป่าชุมชนแห่งนี้เข้าไปอยู่ในความดูแล แต่ถูกคัดค้านจากชาวบ้าน

ในอดีตป่าแถบนี้ เคยเป็นที่อยู่อาศัยและเส้นทางลำเลียงกำลังพล และเสบียงอาหารของ ผกค.หลังการต่อสู้สงบลง ก็มีการโยกย้ายหมู่บ้านหลายแห่งของ ผกค. เช่น หมู่บ้านนาโบสถ์ เป็นต้น ลงไปอยู่ด้านล่าง ทางเส้นนี้จะตัดลัดเลาะไปตามป่าเต็งรัง ไม่มีรีสอร์ทอื้อฉาว ไม่มีบ้านพักตากอากาศ ไม่มีถนนลาดยาง เป็นทางดินแดงชักลากไม้เก่าของ บริษัท โชคพนา จำกัด ในเครือของ บริษัท ทักษิณปาล์ม ซึ่งโรงเลื่อยก็อยู่ที่ อ.สูงเนิน นั่นเอง

ทริปนี้ถือว่าเป็นแม็ทช์กระชับมิตรก็คงไม่ผิดนัก หลังจากที่มีข้อตกลงกันมานานระหว่าง ธีระเดช ขาวสบาย จากขอนลอย ที่พักหลังๆ มักจะปลีกตัวเดินทางไปร่ำสุราน้ำใจกับ อภิชาติ ศรีผดุง นักแข่งชื่อดังแชมป์ภาคอีสานที่เมืองย่าโมอยู่บ่อยครั้ง และทั้งสองปรึกษาที่จะหาโอกาสเดินทางไปเยือนป่าอีสานสักครั้ง ก่อนหน้าที่จะถึงวันเดินทางประมาณสองอาทิตย์ สจ.วุฒิพงษ์ เข็มพุทรา และ อภิชาติ ศรีผดุง ก็กุลีกุจอลงทุนตระเวณหาเส้นทางกันอยู่หลายวัน เพราะตัดสินใจเลือกไม่ถูกว่าจะพาไปที่ไหนดี เนื่องจากมีเส้นทางออฟโรดอยู่มากมาย แถวป่าตะเข็บรอยต่อของเขาใหญ่และทับลาน และข่าวสุดท้ายที่ทราบ…ทั้งคู่ไปติดอยู่กลางป่ากันเกือบ 2 วัน เสบียงอาหารก็ไม่ได้เตรียมไป สะบักสะบอมไปตามๆ กัน ด้วยว่ากลัวจะไม่ถูกใจเพื่อนๆ ที่มาเยือนจากภาคตะวันตกแดนไกล

ถึงวันเดินทางเราตั้งขบวนออกจากโคราชแบบสบายๆ ในช่วงสายของวันเสาร์ต้นเดือนตุลาคม คาบเกี่ยวระหว่างรอยต่อของฤดูฝนกับฤดูหนาว โดยมี ชมรมยุทธหัตถีสุพรรณบุรีออฟโรด ชมรมขอนลอย และชมรมเดินดง เป็นทีมเยือน ส่วนเจ้าบ้านทีมเหย้าก็คือ ชมรมพลังแรด นำทีมโดย สจ.วุฒิพงษ์ เข็มพุทรา และ อภิชาติ ศรีผดุง รวมรถที่เดินทางทั้งหมด 10 คัน นับว่าไม่มากจนวุ่นวายหรือน้อยจนดูโหล่งเหล่ง

กว่าเราจะเคลื่อนขบวนถึง อ.ครบุรี เวลาก็ล่วงเลยไปเกือบเที่ยงวัน เรารีบเดินทางต่อไปยังโรงเรียนซับสะเดา ซึ่งเลยจาก อ.ครบุรี ไปประมาณ 7 กิโลเมตร เพราะคนนำทางรอคณะของเราอยู่ที่นั่นแล้ว เพราะถึงตรงนี้เรามีเวลา ในการเดินทางเข้าไปท่องเที่ยวยังเขารวก-เขื่อนลำมูลบน ไม่มากเท่าไรนัก เพราะเท่าที่ได้มีการพูดคุยกับ อภิชาติ ศรีผดุง บอกว่า

“เราอาจจะต้องปรับแผนเล็กน้อย ผมจะเลี่ยงเส้นทางที่ผมเดินทางไปสำรวจเอาไว้ เนื่องจากเส้นทางนั้น ถือว่าหนัก ต้องวินช์หลายจุด หากไม่นอนกลางป่า กว่าจะทะลุออกเขื่อนลำมูลบน อาจจะต้องใช้เวลาค่อนคืนเลยทีเดียว”

ผ่านพ้นจากโรงเรียนบ้านซับสะเดามา เบื้องหน้าของเรานั้น ก็พบกับเทือกเขาตั้งตะหง่านเป็นกำแพงธรรมชาติรอบด้าน เสมือนยืนเราอยู่กลางหุบกระทะ ด้านขวามือของเราหรือป่าฝั่งใต้ เป็นป่าดงพญาเย็นของอุทยานแห่งชาติทับลาน อาณาเขตของผืนป่าใหญ่ดงพญาเย็นยังแผ่ความยิ่งใหญ่ ไล่ยาวไปทางด้านทิศตะวันออกและทิศเหนือ ของ อ.เสิงสาง อีกด้วย ทั้งคณะก็เดินทางตัดลัดเลาะผ่านไร่มันสัมปะลังของชาวบ้าน ไปตามเส้นทางดินแดงของชาวบ้าน ที่บัดนี้เกือบตลอดเส้นทางเจิ่งนองไปด้วยน้ำ บางช่วงก็กลายเป็นบ่อโคลนยาวๆ อันเกิดจากพายุฝนที่ตกติดต่อกันมาหลายวันก่อนหน้านี้ หมู่บ้านซับสะเดาค่อยๆ เลือนหายไป

เมื่อเข้าสู่ราวป่า ทุกคันก็เริ่มปรับตำแหน่งเกียร์จากขับเคลื่อนสองล้อ เป็นสี่ล้อแบบ 4L เนื่องจากเริ่มมีอุปสรรคให้ได้แตะคันเร่งกันเพิ่ม ยิ่งลึกเส้นทางยิ่งซอกแซก เส้นทางค่อยๆ ไต่ความสูงขึ้นไปเรื่อยๆ แบบไม่รู้ตัว ป่าเริ่มหนาตาด้วยไม้เต็ง ไม้รัง พลวง ไผ่เพ็ก โจด มหาก่าน ปอเต่าไห้ ส้มกั้ง ส้านดิน เปราะป่า นางอั้ว ไก่อู้ แต่ก็ไม่รกทึบเหมือนป่าดิบชื้นหรือดงดิบ มีพืชล้มลุกและหญ้าอีกหลายชนิดขึ้นซอนแซมอยู่ทั่วไป เป็นธรรมชาติของป่าภาคอีสาน ซึ่งจะว่าไปแล้วเส้นทางที่เราเดินทางไปนี้ ไม่มีแหล่งท่องเที่ยวสำคัญอะไรมากมาย แต่มันถูกทดแทนด้วยธรรมชาติที่สงบเงียบ เหมาะสำหรับผู้ที่ศรัทธาในคุณค่าของป่าเขา และสวรรค์ของชาวบ้านที่หาเห็ดระโงก ซึ่งกำลังออกดอกออกผลพอดี เราจึงพบชาวบ้านออกหาเห็ดระโงกอยู่เกือบตลอดเส้นทาง เห็ดระโงกนั้นชาวบ้านที่นี้เรียกกันว่า เห็ดไข่เป็ด (ชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Amanita vaginata) ลักษณะมีทั้งสีขาว สีแดง และสีเหลือง ดอกตูมกลีบรี คล้ายไข่ห่าน เมื่อโตขึ้นหมวกและก้านดอกจะดันปลอกหุ้มแตกออกมา สปอร์และครีบสีขาว ดอกเห็ดมีลักษณะเป็นเมือก ขอบหมวกมีร่องเล็กๆ ตรงกันกับครีบ คนอีสานมักนำไปห่อหมก แกงเห็ดระโงก หรือแกงเห็ดระโงกใส่มะขาม มีสรรพคุณทางยาช่วยหยุดยั้งการเติบโตของเนื้อร้ายหรือเซลล์มะเร็ง

สภาพเส้นทางถือว่าไม่ยากเท่าไร เป็นทางดินแดง สลับกับทางหิน จุดไหนยากหรือไม่ต้องการเสียเวลา ก็สามารถเบี่ยงซ้าย-ขวา หลบได้ตลอด ผ่าน 10 กิโลเมตรไปแล้วนั่นแหละครับ เราจึงได้พบกับอุปสรรคใหญ่จุดแรก เส้นทางถูกน้ำแทงขาดจนกลายเป็นร่องลึก ยาวประมาณ 20 เมตร ร่องนั้นกว้างพอดีกับฐานล้อ จะขับคร่อมก็เสี่ยงหลุดไลน์ เพราะฉะนั้นทุกคันต้องนำล้อรถลงร่องข้างหนึ่ง จะซ้ายหรือขวาก็ได้ และขับแบบตะแคงข้าง ส่วนใหญ่ไปไม่ถึงไหน ก็เกิดอาการแขวนท้อง สุดท้ายต้องใช้วินช์ช่วย เราใช้เวลาอยู่ในจุดนี้พักใหญ่ จึงผ่านมาได้ทั้งขบวน จากจุดแรกมาไม่ถึงหนึ่งกิโลเมตร ก็ต้องเจอกับบ่อโคลนยาวที่แอบซ่อนอยู่กลางทุ่งหญ้า แต่ก็ไม่สร้างปัญหาให้กับขบวนของเราเท่าไรนัก

เส้นทางก็สลับสับเปลี่ยนไป-มา ระหว่างทางหิน ดินแดงและบ่อโคลน ก่อนตะวันชิงพลบ เราก็ทะลุถึงริมเขื่อนลำมูลบน จุดหมายต่อไปก็คือ ภูประดู่ที่ตั้งอยู่ห่างออกไปราว 3-4 กิโลเมตร ตามรายทางเราเริ่มพบเห็นบ้านเรือนของชาวบ้านอยู่ประปราย ซึ่งดูแล้วปลูกเอาไว้เพียงชั่วคราว ใช้เป็นจุดพักหาปลาหรือทำไร่มากกว่า แต่ก็น่าแปลกครับ เส้นทางที่ชาวบ้านเขาใช้กันอยู่นี่ ผมน่าจะยากกว่าเส้นทางออฟโรดด้านในเสียอีก เพราะช่วงนี้เกือบตลอดเส้นทางมีบ่อโคลนยาวดักอยู่เกือบตลอด บางช่วงสั้น บางช่วงยาวและลื่น เล่นเอาส่ายหน้าเป็นงูเลื้อยไปตามๆ กัน

เราพักขบวนชื่นชมธรรมชาติ อยู่ที่เขาประดู่หรือภูประดู่ ซึ่งตั้งอยู่ริมเขื่อนลำมูลบนอยู่พักใหญ่ ก่อนที่จะเคลื่อนตัวกันอีกครั้ง เมื่อฝนที่ตั้งเค้าดำทะมึนอยู่ไกลๆ เริ่มขยับเข้าใกล้มาทุกขณะ โดยขับย้อนเป็นวงกลมกลับมายังจุดเริ่มต้นที่โรงเรียนบ้านซับสะเดา และขับต่อกันยาวเข้ามาพักแรมที่นครราชสีมาในช่วงค่ำของวันนั้น

ทริปนี้ถือเป็นแม็ทช์กระชับมิตรที่อบอวลไปด้วยกลิ่นไอแห่งมิตรภาพ ระหว่างนักออฟโรดจากภาคตะวันตกและภาคอีสาน ที่ทุกคันยังคงค้างคาใจกับปริศนาแห่งผืนป่าใหญ่ ในดินแดนประวัติศาสตร์ เนื่องจากครั้งนี้ เรามีเวลาจำกัดจำเกลี่ย ทำให้หลายๆ คนยังไม่หนำใจกับการตะลุยเส้นทางแห่งนี้ จึงมีเสียงเรียกร้องให้มีแม็ทช์ล้างตาเกิดขึ้นใหม่
ทริปกระชับมิตร พิชิตเขารวก-เขาหุบใหญ่ เหนือต้นน้ำลำมูลบน อ.ครบุรี จ.นครราชสีมา ภาค 2 คงเกิดขึ้นอีกไม่ช้าไม่นานนี้แน่นอน…

ข้อมูลการเดินทาง
จากตัวจังหวัดนครราชสีมา ใช้เส้นทางนครราชสีมา-โชคชัย-ครบุรี ระยะทาง 52 กิโลเมตร ถึงตัวอำเภอครบุรีขับรถผ่านตัวอำเภอไป จะเจอถนนขวางถนนเดิม เป็นสี่แยก หากเลี้ยวขวาจะไปทางโรงงานน้ำตาล และหน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติทับลาน (ซับสะเดา) ให้ตรงไปเรื่อยๆ จนสุดถนนลาดยาง ก็จะเป็นทางลูกรังขรุขระ ผ่านเรือกสวนและไร่มันสัมปะลังของชาวบ้าน ใช้เวลาไม่นานก็จะถึงโรงเรียนซับสะเดา
เนื่องจากเส้นทางข้างในนั้นค่อนข้างสลับซับซ้อน ดังนั้นควรติดต่อหาชาวบ้านในพื้นที่ให้เป็นผู้นำทางจะดีกว่า

ข้อมูลเขื่อนลำมูลบน
ปี พ.ศ.2490 กรมชลประทานได้พิจารณาเห็นว่า ควรจะวางแผนพัฒนาลุ่มน้ำมูลและลุ่มน้ำชี ที่เป็นลุ่มน้ำขนาดใหญ่และสำคัญที่สุดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จึงได้เสนอให้รัฐบาลติดต่อขอความช่วยเหลือต่อรัฐบาลสหรัฐอเมริกา ในปี พ.ศ.2497 เป็นต้นมา ทางสหรัฐอเมริกาได้ตกลงให้ความช่วยเหลือโดยให้ทาง USBR และ USAID เข้ามาศึกษาวางโครงการพัฒนาแหล่งน้ำเบื้องต้น ของลุ่มน้ำมูล ลุ่มน้ำชี เสร็จในปี พ.ศ.2498 และจัดทำแผนการอพยพราษฎรออกจากเขตน้ำท่วม ในปี พ.ศ.2523 ได้เริ่มดำเนินการจัดสร้างระบบชลประทานและสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ในบริเวณป่าสงวนแห่งชาติ ป่าดงอีจานใหญ่ ในเขต อ.โชคชัย จ.นครราชสีมา เพื่อให้ราษฎรผู้อพยพเข้าไปอยู่อาศัยมีน้ำอุปโภค – บริโภค เริ่มอพยพราษฎรในปี พ.ศ. 2526 และเริ่มสร้างเขื่อนมูลบน เขื่อนลำแชะและระบบส่งน้ำของเขื่อนเก็บกักน้ำทั้ง 2 แห่งเป็นลำดับมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2529
เขื่อนมูลบน ปิดกั้นลำน้ำมูลตอนบนที่บ้านมูลบน ต.จระเข้หิน อ.ครบุรี จ.นครราชสีมา สามารถเก็บกักน้ำได้ 141 ล้านลูกบาศก์เมตร ช่วยเหลือพื้นที่เกษตรกรรมบนฝั่งซ้ายของลำน้ำมูลในเขต อ.ครบุรี อ.โชคชัย อ.ปักธงชัยบางส่วนในพื้นที่ 45,136 ไร่ และเขื่อนลำแชะปิดกั้นลำแชะที่บ้านโคกใบบัว ต.โคกกระชาย อ.ครบุรี จ.นครราชสีมา สามารถเก็บกักน้ำได้ 275 ล้านลูกบาศก์เมตร เพื่อส่งน้ำช่วยเหลือพื้นที่เกษตรกรรมบนฝั่งขวาของลำน้ำมูลในเขต อ.ครบุรี อ.โชคชัย ในพื้นที่ 113,750 ไร่ รวมเป็นพื้นที่ชลประทาน 158,886 ไร่ ระยะเวลาการก่อสร้าง เริ่มงานก่อสร้างในปีงบประมาณ 2523 แล้วเสร็จในปีงบประมาณ 2541 รวมงบประมาณ 3,700 ล้านบาท

Leave A Reply

Your email address will not be published.