งานเทศกาลท่องเที่ยวแลนด์โรเวอร์ 2013 ประเทศฟิลิปปินส์

หลังจากที่ได้เคยประสบความสำเร็จในการจัดงานเทศกาลแลนด์โรเวอร์ครั้งแรก(The first Land rover festival )เมื่อปี 2011  มาในปีนี้ชมรมแลนด์โรเวอร์ฟิลิปปินส์(The Land rover club of the Philippines) ยังคงร่วมกับบริษัท แลนด์โรเวอร์ฟิลิปปินส์มอเตอร์ (LRPhils Motors , Inc) จัดงานเทศกาล “แลนด์โรเวอร์ Land rover festival 2013”  ขับรถยนต์ 4×4ท่องเที่ยวผจญภัยแบบออฟโรดมันส์ๆ มันส์มากในประเทศฟิลิปปินส์ (Off – Roading more fun in the Philipines)บนเกาะลูซอนด้านทิศตะวันออก เส้นทาง “ ภูเขาไฟพินาตูโบ – แบเล่ร์  – ออโรร่า Mount Pinatubo – Baler – Aurora”  ระหว่างวันที่ 22 – 26 กุมภาพันธ์ 2013 ซึ่งปีนี้เป็นเส้นทางค่อนข้างท้าทายเร้าใจในการขับรถยนต์แลนโรเวอร์ มาตราฐานปกติในท้องตลาดๆธรรมดาๆ ใช้ยางออลเทอเรนบนถนนทั่วไป ผ่านทิวเทือกภูเขามาเดรี( The Sierra Madre Mountain) ทะลุไปจนสุดทางชนมหาสมุทรแปซิฟิก(The Pacific Ocean) ที่จังหวัดแบเล่ร์  และออโรร่า (Baler and Aurora) โดยได้รับการสนับสนุนส่งเสริมจากการท่องเที่ยวฟิลิปปินส์ ให้ชมรมแลนด์โรเวอร์ฟิลิปปินส์เปิดฉากนำร่องเส้นทางการเดินทางท่องเที่ยวแบบใช้รถยนต์ขับเคลื่อนสี่ล้อ 4×4 ท่องเที่ยวผจญภัยแบบออฟโรด เป็นกลุ่มคณะไปในสถานที่ต่างๆผ่านป่าภูเขาลำธารที่มีธรรมชาติสวยงาม แต่เดินทางไปเข้าถึงได้ยาก ซึ่งการจัดการท่องเที่ยวแลนด์โรเวอร์ฟิลิปปินส์ครั้งที่สองนี้ ได้เชิญนักข่าวและชาวออฟโรดต่างชาติสายเลือดแฟนพันธุ์แท้รถยนต์แลนด์โรเวอร์มาร่วมด้วย จากเมืองโกตา คินาบาลู , กัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย , ประเทศสิงค์โปร์และประเทศไทย (Kota Kinabalu , Kuala Lumpur Malaysia , Singapore and Thailand) ซึ่งทุกคนจะได้มีโอกาศพบความสุขสนุกนอนสะดวกสะบายในเต๊นท์โดมที่เมืองแพมพางัน (Pampanga) ห่างจากเมืองมะนิลา(Manila)ประมาณ 80 กิโลเมตร และนอนขดตัวอย่างอบอุ่นในถุงนอนท่ามกลางอากาศหนาวเย็นกลางสายฝนลมแรงจากมหาสมุทรแปซิฟิกที่เมืองแบลเล่ร์(Baler)

วันแรกศุกร์ที่ 22 ก.พ. บริเวณเมืองแพมพางัน (Pampanga)  ชาวออฟโรดสมาชิกชมรมแลนด์โรเวอร์ฟิลิปปินส์จำนวนทั้งหมด 40 คัน ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ที่เมืองหลวงมะนิลา(Manila)จำนวนประมาณเกือบหนึ่งร้อยคน รวมทั้งชาวออฟโรดและนักข่าวต่างชาติจำนวนสิบสองคนต่างเดินทางมารวมกันพักค้างแรมที่แคมป์ไซค์ 1 (Campsite 1) ตั้งอยู่ใกล้ๆสนามบินคลาค (Clark) ซึ่งเป็นบ้านขนาดกว้างใหญ่มากๆคล้ายๆคลับเฮ้าส์ ของ “เรเน่ จี.โรเมโร (Residencia Rene G. Romero)” เจ้าของบริษัท โรแมค กรุ๊ป (Romac Group Of Companies) และมีการเลี้ยงต้อนรับทุกคนในเวลากลางคืน โดยมีบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ในฟิลิปปินส์ยี่ห้อ “พีตรอน(Petron)” สนับสนุนเป็นสปอนเซอร์(Sponsor)ดูแลค่าใช้จ่ายอาหารทั้งหมดในคืนนี้ และยังได้รับเกียรติ ท่านนายกเทศมนตรีเมืองแพมพางัน  “ออสก้าร์ เอส.โรดริเกวส” ( Oscar S.Rodriguez city mayor Pampaga)มาร่วมงานทำพีธีต้อนรับอย่างอบอุ่น

วันที่สองเสาร์ที่ 23 ก.พ.  ทุกคนต้องตั้งหน้าตั้งตาตะเกียกตะกายรีบตื่นตั้งแต่เวลาเช้ามืดตีสี่ตรงเป๊ะ และรีบบังคับตัวเองรับประทานอาหารเช้าให้อิ่มท้องเต้มพุงอย่างรวดเร็ว หลังจากนั้นเวลาตีสี่ครึ่งก็ตั้งแถวคอนวอยรถแลนด์โรเวอร์จำนวนทั้งหมด 40 คัน  ออกเดินทางฝ่าความมืดมิดไปชมงานแสดงบอลลูน ในบริเวณพื้นที่ของสนามบินคลาค ฟรีพอตโซน (Hot Air Balloon Fiesta in Clark Freeport Zone) ซึ่งมีผู้คนมากมายล้นหลามต่างก็ตื่นกันตั้งแต่มืด เดินทางมาเฝ้าดูชมความสวยงามของลูกบอลลูนจากนานาชาติ รูปร่างแปลกต่างและมีสีสันต์สดใสสวยงามมากๆ หลังจากชื่นชมกับลูกบอลลูนลอยไปบนฟ้าจนถึงเวลาประมาณเจ็ดโมงเช้า ก็เดินทางต่อไปตามถนนเส้นทางเล็กๆใช้เวลาประมาณหนึ่งชั่วโมง เดินทางมาถึงเมือง สะตา. จูลิน่า ,คาปาส ทาร์แลค (Sta.Julina , Capas , Tarlac) แวะพักผ่อนประมาณครึ่งชั่วโมง เพื่อรอรับเสบียงอาหารกลางวันจากการสนับสนุนเป็นสปอนเซอร์(sponsor)ของท่านนายกเทศมนตรี “ทีเจ โรดริเกวส (Mayor TJ Rodriguez)”

เมื่อได้เวลาประมาณแปดโมงครึ่งออกเดินทางเป็นคอนวอยยาวเหยียด มุ่งหน้าไปภูเขาไฟพินาตูโบ (Mount Pinatubo Valcano) เส้นทางค่อยๆลัดเลาะไต่ไปตามภูเขาสูงขึ้นไปเรื่อยๆ รถยนต์ยนต์ทุกคันได้มีโอกาศขับขี่ใช้ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ(4×4 ) อย่างเต็มที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องใช้ในแม่น้ำแห้งๆขนาดกว้างใหญ่ยาวประมาณห้าสิบกว่ากิโลเมตร พื้นท้องแม่น้ำเป็นทรายหยาบปนก้อนหินก้อนกรวดขนาดใหญ่ขนาดเล็ก ทำให้ล้อรถยนต์มีอาการหนืดหนึบมาก เครื่องยนต์ต้องทำงานอย่างหนักตลอดเวลา ท่ามกลางวิวทิวทัศน์สองฝั่งข้างแม่น้ำเป็นทิวภูเขา มีหน้าผาตัดสูงชันเฉียดๆเก้าสิบองศา สลับสีสันต์ยอดเขาแหลมเรียงกันเหมือนฟันปลาดูมหัศจรรย์(Amaszing)สวยงามมากๆ ใช้เวลาผจญภัยออฟโรดทั้งหมดประมาณสองชั่วโมงครึ่ง จึงมาสุดทางต้นแม่น้ำถึงทางขึ้นปากปล่องภูเขาไฟเมื่อเวลา 11.00 น. ชาวออฟโรดแลนโรเวอร์ทุกคนต้องลงจากรถยนต์รับประทานอาหารกลางวัน เสร็จแล้วต่างจับกลุ่มกันแยกย้ายพากันค่อยๆเดินทางผจญภัยเส้นทางเดินป่าพื้นเป็นหินภูเขาไฟขนาดเล็กขนาดใหญ่เรียงรายคล้ายเป็นบันได(Hiking) ขึ้นไปจนถึงปากปล่องภูเขาไฟพินาตูโบ ส่วนใหญ่ใช้เวลาเดินประมาณ 15 -35 นาที ด้านบนยอดปากปล่องภูเขาไฟจะมีทิวทัศน์สวยงาม มองเห็นปากภูเขาไฟอยู่ด้านล่างเหมือนทะเลสาปสีสวยขนาดกว้างใหญ่มาก และหลายคนก็ได้เดินลงไปเที่ยวชมจนถึงหาดทรายปากปล่องภูเขาไฟด้านล่างสุด และการเดินทางในแม่น้ำจนถึงยอดภูเขาไฟ มีกองตำรวจจำนวนประมาณ 15 คน พกพาอาวุธครบมือมีทั้งอาวุธปืนสั้น ปืนกลมือและปืนเอ็ม16 คอยติดตามเฝ้าดูแลความปลอดภัยให้กับชาวออฟโรดแลนด์โรเวอร์อย่างไม่ให้คลาดสายตา นอกจากนี้ระหว่างทางในแม่น้ำก็ยังสามารถพบเห็นกับชนพื้นเมืองดั้งเดิมของฟิลิปปินส์ ชาวเอจีต้า(AGTA)เนื้อตัวผิวคล้ำๆผมหยิกๆ มาตั้งบ้านหญ้าคาเล็กๆและตั้งเพิงหมาแหงนขายผลไม้กล้วย เผือกและขิงให้กับนักท่องเที่ยวที่เดินทางผ่านมา ซึ่งวันนี้ใช้เวลาเที่ยวชมภูเขาไฟจนถึงเวลาประมาณ 14.00 น. จึงได้เดินทางกลับและใช้เวลาเดินทางผจญภัยออฟโรดประมาณสี่ชั่วโมง มาถึงแคมป์ไซค์ 1 (Campsite 1 )บ้านเรเน่ จี.โรเมโร (Residencia Rene G. Romero)” เวลาประมาณตอนค่ำๆหนึ่งทุ่ม อเร็ดอร่อยมากกับอาหารเย็นแบบฟิลิปปินส์ที่นี่!

วันที่สาม อาทิตย์ที่ 24 ก.พ. ต้องตื่นตั้งแต่เวลาประมาณ 6 เช้า รับประทานอาหารเช้ากับไส้กรอกอร่อยปากอิ่มพุงแล้ว ตั้งแถวคอนวอยรถแลนด์โรเวอร์หลากหลายรุ่นทั้งเก่าจนถึงรุ่นล่าสุดอีกครั้ง ออกเดินทางเวลาประมาณ 07.30 น. ใช้เส้นทางไฮเวย์ขนาดสี่เลนและสองเลนธรรมดาเล็กๆเป็นส่วนใหญ่ เดินทางผ่านทิวทัศน์ธรรมชาติป่าและภูเขาสีเขียวขจีรวมทั้งท้องทุ่งนาและไร่อ้อยไร่ข้าวโพด มุ่งหน้าเมืองแบเล่ร์  – ออโรร่า(Baler – Aurora) ระยะทางประมาณสองร้อยกว่ากิโลเมตร ระหว่างทางแวะท่องเที่ยวชมเขื่อนปันตาบากัน (Pantabangan Dam) หยุดแวะรับประทานอาหารกลางวันเวลาเที่ยงที่สนามกีฬาหน้าเทศบาลเมืองปันตาบากัน(Pantabangan) เป็นอาหารกล่องน้ำใจการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากนายกเทศมนตรี “เบอร์จา” (Mayor Borja of Pantabagan) หลังจากนั้นเดินทางต่อไปอีกบนเส้นทางถนนปูนไฮเวย์สองเลนส์เล็กๆประมาณสามชั่วโมง เวลาประมาณ 15.00 น. ก่อนเข้าเมืองออโรร่า (Aurora) คอนวอยแลนด์โรเวอร์ได้หยุดจอดในแม่น้ำบริเวณใต้สะพานยาว พบกับกลุ่มออฟโรดเจ้าถิ่นสมาคมออฟโรดออโรร่า (Aurora offroaders Association) ต้อนรับด้วยการพากันขับรถยนต์ลุยผจญภัยสนุกสนานในที่ราบกว้างใหญ่ “มาเรีย ออรอร่า” (Maria Aurora) ซึ่งกลายเป็นแม่น้ำไหลแรงหลายจุดน้ำลึกเชี่ยวกรากมาก หลังเสร็จศึกดวลออฟโรดกับเจ้าถิ่นในแม่น้ำแล้ว ได้เดินทางไปตั้งแคมป์ไซค์ 2 (Campsite 2) ริมทะเลแปซิฟิค บนยอดเนินเขา เออร์มิต้า ( Armita Hill ) เมืองแบเล่ร์ (Baler) และมีการเลี้ยงอาหารค่ำพร้อมการแสดงดนตรีและเต้นรำวัฒนธรรมท้องถิ่น ต้อนรับอย่างอบอุ่นดีเยี่ยมจากผู้ว่าราชการจังหวัดออโรร่า (Governor Aurora) “เบลล่า โฟลร์ แอนการ่า คาสทิวโล” (Bella Flor Angara Castillo) แต่น่าเสียดายเนื่องจากมีฝนตกและลมแรงจัดจากมหาสมุทรแปซิฟิกกระหน่ำอย่างแรงจัดสุดขีดเกินไป จนทำให้เต๊นท์ไม่สามารถทานแรงฝนกับแรงลมได้ ชาวออฟโรดแลนด์โรเวอร์ทั้งหมด จึงต้องต่างแยกย้ายกันไปหาโรงแรมนอนแทนอยู่ในเต๊นท์คืนนี้!

เช้าวันที่สี่ จันทร์ที่ 25 ก.พ. ตื่นตั้งแต่ 6 โมงเช้า รับประทานอาหารเสร็จเล้ว ตั้งคอนวอยออกเดินทางท่องเที่ยวสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญที่นับเป็นประวัติศาสตร์มรดกของเมืองแบเล่ร์และออโรร่า(Baler and  Aurora) บริเวณศูนย์ท่องเที่ยวแบเล่ร์ ปาซาลูบง ( Baler Pasalubong Center) ซึ่งมีอนุสรณ์สถานออโรร่า อารากอน คิวซอน (Aurora Aragon Quezon Memmoril)เป็นที่ตั้งของอนุสาวรีย์อดีตประธานาธิบดีมานูเอล แอล. คิวซอน (President Manuel L.Quezon) , พิพิธภัณฑ์เมืองแบเล่ร์( Museo De Baler) , โบสถ์แบเล่ร์(Baler Church) สมัยสเปน , บ้านดั้งเดิมทรงโดน่า ออร่า(Dona Aorora House) , ช้อปปิ้งสินค้าท้องถิ่นที่ศูนย์ปาซาลูบง (Pasalubong Center)

หลังจากนั้นเดินทางไปชายหาดซาบัง (Sabang Beach)  ฝึกหัดและลงเล่นกระดานโต้คลื่นกับน้ำทะเลแปซิฟิค ที่คลื่นน้ำทะเลยกตัวขึ้นเป็นกำแพงสูงมากแล้วม้วนทิ้งตัวลงมาตลอดเวลา ตามแนวชายฝั่งทั้งหมดเป็นระยะๆต่อเนื่องกันแทบไม่ขาดสาย ให้ความสนุกตื่นเต้นเร้าใจกับชาวออฟโรดทุกคน  ต่อจากนั้นได้เดินทางไปดูต้นไม้เหมือนต้นไทรมีอายุยาวนานมากว่าประมาณ 500 ปี(Balete Tree) ใหญ่ขนาดต้องใช้คนจำนวนมากมายถึงประมาณ 60 คนโอบถึงจะครบรอบ รากขนาดใหญ่มีช่องรูใหญ่ทำให้คล้ายถ้ำพอทำให้คนเดินเรียงเดี่ยวเดินทะลุเข้า-ออกลอดผ่านไปในต้นไม้ได้  อาหารกลางวันได้รับประทานกันที่นี่กลางสายฝน ซึ่งเป็นอาหารน้ำใจจากนายกเทศมนตรีมาเรีย ออโรร่า จังหวัดออโรร่า (Mayor of Maria Aurora , Aurora Province) เสร็จจากรับประทานอาหารกลางวันแล้ว ใช้เวลาขับรถยนต์ยาวนานประมาณ 4 ชั่วโมงกว่าๆ ได้เดินทางกลับถึงแคมป์ไซค์ 1 (Campsite 1 )บ้านเรเน่ จี.โรเมโร และมีการฉลองความสำเร็จของงานเทศกาลท่องเที่ยวแลนด์โรเวอร์ 2013 ประเทศฟิลิปปินส์ครั้งที่สอง อย่างสนุกสนานเต็มที่(Farewell Dinner) ซึ่งอาหารค่ำอเร็ดอร่อยมากได้รับการสนับสนุนเป็นสปอนเซอร์จาก “มาร์ค ซูง”(Marc Soong) เจ้าของบริษัท แลนด์โรเวอร์ฟิลิปปินส์ (LR Phillines)!

วันที่ห้า อังคารที่ 26 ก.พ. ตื่นเวลา 6 โมงเช้า อาหารเช้ายังคงได้รับการสนับสนุนเป็นสปอนเซอร์จาก “มาร์ค ซูง”(Marc Soong) เจ้าของบริษัท แลนด์โรเวอร์ฟิลิปปินส์ (LR Phillines) และสุดท้ายประธานชมรมแลนด์โรเวอร์ รอบบบี้ คอนซันจิ (Robby Consunji) ได้กล่าวปิดงานเทศกาลท่องเที่ยวแลนด์โรเวอร์2013 ประเทศฟิลิปปินส์ครั้งที่สอง แล้วต่างกันอำลาแยกย้ายกันกลับบ้าน ซึ่งเป็นความสำเร็จอย่างยอดเยี่ยมของชมรมออฟโรดแลนด์โรเวอร์ฟิลิปปินส์ ที่จัดการท่องเที่ยวผจญภัยออฟโรดแบบครอบครัวท่องเที่ยวสุขใจ ไม่โหดและสถานที่ท่องเที่ยวสวยงามมากคุ้มค่ามากๆที่ลงทุนทนทรหดเดินทางไกล ทุกคนที่ได้ร่วมเดินทางหนนี้ ต่างประทับใจได้ประสบการณ์หลายอย่าง ทั้งการขับรถยนต์4×4 แบบออฟโรดและมิตรภาพน้ำใจระหว่างเพื่อนขณะเดินทาง “แรดบิน”ต้องขอยกย่อง นี่ต้องนับเอาเป็นทริปการเดินทางท่องเที่ยวออฟโรดแบบครอบครัวในฝันของชาวออฟโรดของจริง อยู่ที่ประเทศฟิลิปปินส์นี่เอง ออฟโรดมันส์ๆ มันส์มากในประเทศฟิลิปปินส์ (Off – Roading more fun in the Philipines)”!

 

 

 

 

Comments are closed, but trackbacks and pingbacks are open.