ขอหยุดเวลาไว้ที่ “น่าน”

การปลดปล่อยพันธนาการ สู่ความเวิ้งว้างอันไกลโพ้น คือสิ่งที่หลายคนปรารถนา หากได้ละทิ้งความวุ่นวายต่างๆ ไว้ แล้วขอเวลาสัก 5 วัน ให้เลือกไปทิ้งร่าง และสมองสักหนึ่งสถานที่ในช่วงเวลานี้ “น่าน” คือจังหวัดเล็กๆ ที่สมควรที่สุดต่อการหยุดเวลาเอาไว้

ทริปพักสมอง ประลองความอดทนในการขับรถท่องเที่ยวในครั้งนี้ เราเริ่มวางแผนกันด้วยการเปิดหน้าอินเตอร์เน็ต เซิร์ชหาที่เที่ยวในจังหวัดน่าน แล้วร้อยแปดแหล่งท่องเที่ยว ที่พัก ร้านอาหาร คาเฟ่ ก็ผุดขึ้นมาให้เราเลือกเป็นดอกเห็ด เราเริ่มจำกัดพื้นที่ลงมาอีกนิด ว่าแต่ละวัน เราจะไปไหน เมืองแต่ละเมืองนั้นมีอะไรน่าสนใจ จนสรุปสุดท้ายได้ที่พัก และแหล่งท่องเที่ยว ก็มาถึงขั้นตอนเลือกพาหนะในการนำพาเราไปยังจุดหมาย เพราะจากการเปิด Google Map ดูระยะทางแล้ว เราจะต้องใช้เวลาอยู่ในรถกันเป็นสิบชั่วโมงก่อนถึงจุดหมาย ดังนั้นการเลือกพาหนะจึงเป็นอีกสิ่งที่สำคัญมาก

Hyundai H1 รุ่น Deluxe คือพาหนะที่เราเลือกมาใช้สำหรับการเดินทางในทริปนี้ ด้วยความโอ่โถง เบาะหนัง นุ่ม นั่งสบาย มีที่นั่งถึง 11 ที่นั่ง รองรับทีมงาน และอุปกรณ์ต่างๆ ของเราได้อย่างสบาย นอกจากนี้ยังมีประตูสไลด์ไฟฟ้าสองข้าง พร้อมรีโมท ช่วยเพิ่มความสะดวกสบายในการขึ้นลงให้กับผู้โดยสารอย่างมาก ที่สำคัญขาดไม่ได้คือแม้แต่ผู้ขับขี่เองยังได้สัมผัสกับความง่ายดายในการควบคุมตลอดเส้นทาง แม้ว่าจะเป็นการขี้นลงเขา ทางลาดชัน หรือแม้แต่การเข้าโค้ง ก็สามารถทำได้อย่างมั่นใจ

นอกจากนี้ภายในห้องโดยสาร ยังมีเทคโนโลยีที่เข้ามาช่วยอำนวยความสะดวกอีกหลากหลาย อาทิ ระบบเบา อุ่น/เย็น สำหรับคนขับ ซึ่งเหมาะมากกับช่วงเวลานี้ เพราะอากาศค่อนข้างเย็น มีระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ (Cruise Control) ที่จะช่วยให้ขับง่ายขึ้นในการเดินทางระยะไกล ที่ชาร์จโทรศัพท์มือถือแบบไร้สาย ที่เพียงแค่วางโทรศัพท์ลงบนช่องควบคุมก็ชาร์จไฟได้ ไม่ต้องเสียบสายต่อให้ยุ่งยาก หรือเกะกะให้เป็นอันตรายขณะขับ มีเครื่องเสียง DVD หน้าจอสัมผัส 8 นิ้ว รองรับระบบ Apple CarPlay  ระบบนำทาง GPS เพื่อความสะดวกสบายในการค้นหาเส้นทาง และช่องวางแก้วน้ำอีกนับไม่ถ้วน ซึ่งทั้งหมดนี้ ถือเป็นคุณสมบัติที่ดีที่สุดสำหรับพาหนะที่ใช้เดินทางไกลเช่นทริปนี้

ต้องบอกว่าเราเดินทางกันก่อนที่วิกฤติไวรัสระรอกสองจะระบาดหนัก ซึ่งนั่นก็เป็นช่วงปลายปี ที่เป็นปลายฝนต้นหนาว ทำให้อุณหภูมิเย็นกำลังดี และธรรมชาติสองข้างทางยังคงความเขียวชอุ่ม ที่สำคัญมีทะเลหมอกให้เราได้สัมผัสแทบทุกวัน วันแรกของการเดินทาง เราออกเดินทางแต่เช้าตรู่ เพราะด้วยระยะทางเกือบ 800 กิโลเมตร กับเส้นทางที่คดเคี้ยว เราจะต้องอาศัยอยู่บนรถกันราว 11 ชั่วโมง เพื่อให้ไปถึงจุดหมายที่ อำเภอปัว จังหวัดน่าน

เราเดินทางกันหนึ่งวันเต็มๆ หัวค่ำแล้ว เส้นทางที่ไม่คุ้นชิน และวิสัยทัศน์ข้างหน้าเริ่มมืดลงนั้น ทำให้เราต้องระมัดระวังในการขับขี่ยิ่งขึ้น แต่โชคดีที่แม้ว่ารถที่ขับตามหลังมาจะเปิดไฟส่องท้าย รถคันนี้ก็ยังมีระบบกระจกมองหลังตัดแสงอัตโนมัติให้ ทำให้วิสัยทัศน์ในการขับขี่สะดวกขึ้น เราถึงที่พักในคืนแรก “ต้นแหลงโฮมสเตย์” กันในช่วงหัวค่ำ ซึ่งทางเข้าของที่นั่นเป็นซอยเล็ก ทางแคบ และไม่มีไฟสองข้างทาง เราลงรถมาด้วยความอิดโรยเล็กน้อย แต่เมื่อได้สัมผัสกับอุณหภูมิที่เย็นฉ่ำแล้ว ก็ทำให้รู้สึกดีขึ้น เก็บของเข้าห้องพัก ก่อนทานอาหารเย็นบนขันโตกที่ทางที่พักเตรียมไว้ให้ อิ่มท้อง ก็เข้าพักผ่อนตามอัธยาศัย โดยมีเสียงจิ้งหรีดคอยเป็นเสียงดนตรีขับกล่อม

เช้าวันที่สอง เมื่อพวกเราตื่น และเปิดประตูห้องออกมาก็ต้องประหลาดใจ เพราะภาพในจินตนาการไว้เมื่อคืนขาเข้ามา เหมือนจะไม่มีอะไรเลยด้วยซ้ำ แต่ภาพที่ปรากฏตรงหน้ากลับผิดคาด มองเห็นเป็นทุ่งนาที่กว้างสุดลูกหูลูกตา ต้นข้าวกำลังตั้งท้อง ออกรวงสวยงาม ชาวบ้านขี่รถเครื่องผ่านไปมา บ้างก็กำลังเดินแบกจอบเสียมเพื่อไปทำการเกษตรอะไรสักอย่าง เป็นภาพที่น่ารัก และทำให้เป็นการเริ่มต้นวันที่สดชื่นทีเดียว

วันนี้เรากำลังจะเดินทางไปยัง “ถนนลอยฟ้า” และ “ถนนเลข3” ซึ่งเป็นถนนเส้นที่เป็นไฮไลท์ของจังหวัดน่าน ซึ่งระหว่างทางเราก็พบจุดชมวิวเล็กๆ ข้างทาง ที่ถูกแปลงเป็นคาเฟ่ที่ชื่อว่า “ระหว่างทางคาเฟ่” มีกาแฟ เครื่องดื่ม อาหารอื่นๆ เหนือสิ่งอื่นใด ตรงนี้กลับเป็นจุดชมวิวที่มีทิวทัศน์สวยงามมากๆ จุดหนึ่งที่เราอยากให้ทุกคนได้แวะลงไปถ่ายภาพ

ต่อจากนั้นเรายังขับไปเรื่อยๆ ผ่านเส้นทางที่คดเคี้ยว ขึ้นไปจนถึงอีกหนึ่งจุดชมวิว นั่นคือ “1715 อุทยานแห่งชาติดอยภูคา”

จุดนี้ซึ่งเป็นจุดที่นักท่องเที่ยวแวะจอดเพื่อถ่ายภาพทะเลหมอก ที่ปกคลุมทิวเขาตรงหน้า พร้อมกับสัมผัสอากาศเย็น อุณหภูมิเพียง 15 องศา สำหรับอุทยานแห่งชาติดอยภูคานี้ มีขนาดใหญ่ ครอบคลุมพื้นที่ 8 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเฉลิมพระเกียรติ อำเภอทุ่งช้าง อำเภอเชียงกลาง อำเภอปัว อำเภอท่าวังผา อำเภอสันติสุข อำเภอแม่จริม อำเภอบ่อเกลือ จังหวัดน่าน

ต่อจากจุดนี้ เราเดินทางต่อไปยังถนนลอยฟ้า ที่ได้ชื่อว่ามีไฮไลท์สำคัญ ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติอันน่าทึ่งที่เรียกว่า “น้ำตกหมอก” เป็นลักษณะของสายหมอกที่ไหลลงมาจากฟ้าคล้ายสายน้ำตกหล่นลงสู่พื้น ถือเป็นปรากฏการณ์อันงดงามที่ธรรมชาติสร้างสรรค์ขึ้น ซึ่งถนนเส้นนี้เป็นถนนสองเลนสวนทางกัน ฉะนั้นนักท่องเที่ยวที่ขับรถขึ้นมาเที่ยวนั้นต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ นอกจากนี้สองข้างทางตรงจุดแวะพัก เราจะได้เห็นแผงขายของพื้นถิ่นที่ชาวบ้าน ชาวเขาละแวกนั้นนำของมาขาย ไม่ว่าจะเป็นผักพื้นบ้านอย่างมะแขว่น ซึ่งเป็นของขึ้นชื่อของจังหวัดนี้ หรือรถด่วนสดๆ ในกระบอกไม้ไผ่ เขาควาย ซึ่งเป็นผลไม้พื้นบ้านชนิดหนึ่ง ฯลฯ ในราคาถูกมาก

ขากลับลงจากถนนสายนี้ เราเจอกับสายหมอกที่หนาจัด พร้อมความมืดที่ไร้ซึ่งแสงสว่างสองข้างทาง โชคดีที่ภายในรถมีระบบ GPS นำทาง ช่วยให้เรารู้ว่าเส้นทางข้างหน้าเป็นโค้งซ้ายหรือขวา ทำให้ปลอดภัยในการขับลงเขาที่มืดได้สะดวกยิ่งขึ้น และแม้ว่าเส้นทางจากถนนลอยฟ้า ลงไปยังที่พักที่อำเภอปัวจะไม่ไกลนัก เพียงหลักสิบกิโลเมตร แต่ด้วยความคดเคี้ยวและลาดชัน ทำให้เราต้องใช้เวลาราวชั่วโมงกว่าจะถึงที่พัก

สำหรับที่พักในคืนนี้ เราเปลี่ยนมาพักในบ้านหลังใหญ่ กลางทุ่งนา ซึ่งต้องใช้เวลาในการจองล่วงหน้านานอยู่ “โรงเรียนชาวนา ตำบลศิลาเพชร” เป็นที่พักแนวฟาร์มสเตย์ ที่สวยงามและสามารถพูดได้เต็มปากว่าเป็นการพักผ่อนตามวิถี Slow life อย่างแท้จริง นอกจากเราจะมาพักที่นี่กันเป็นเวลาสองคืนแล้ว

จุดประสงค์หลักของเราคือการมามอบอุปกรณ์ทำนา เพื่อนักเรียนที่เข้ามาศึกษาเกี่ยวกับการทำนาภายในโรงเรียนชาวนาแห่งนี้ โดยที่เป็นหลักสูตรของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ของโรงเรียนศรัทธาศิลาเพชรรังสรรค์ ในวิชาข้าวนาพื้นเมือง หลักสูตร โรงเรียนวิทยาศาสตร์ท้องถิ่น ข้าวนาพื้นเมืองน่ารู้ คู่ภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งได้ผู้สนับสนุนหลักคือน้ำดื่มตราสิงห์ ร่วมกับนิตยสารออฟโรด เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างรากฐานที่ยั่งยืนให้กับชุมชนแห่งนี้

นอกจากที่นี่จะเป็นที่พัก โรงเรียน ศูนย์เรียนรู้เกี่ยวกับการทำนาแล้ว ภายในบริเวณยังมีมุมร้านกาแฟน่ารักๆ ให้นักท่องเที่ยวที่แวะเวียนเข้ามาพัก หรือผ่านมาได้แวะเข้ามาถ่ายรูป นั่งจิบกาแฟ ซึ่งทางที่พักก็มีชุดพื้นเมืองให้สวมใส่ สำหรับสาวๆ ที่อยากเก็บภาพความเป็นสาวล้านนาอย่างแท้จริงอีกด้วย และในยามเช้า หากต้องการตักบาตร ทางที่พักจะนิมนต์พระสงฆ์เข้ามารับบาตร ซึ่งเป็นภาพที่สวยงามมาก เมื่อพระสงฆ์เดินเรียงกันเข้ามาตามคันนาสีเขียว

วันที่สามหลังจากทานอาหาร พร้อมเสพบรรยากาศยามเช้าของที่พักอันสวยงามแห่งนี้เสร็จสรรพ เราก็ออกเดินทาง เพื่อมุ่งหน้าไปยัง “อำเภอบ่อเกลือ” ซึ่งมีชื่อเสียงด้านการผลิตเกลือสินเธาว์ เพราะมีบ่อน้ำเกลือที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ ท่ามกลางหุบเขา และถือเป็นแห่งเดียวในโลกที่มีบ่อเกลือลักษณะนี้เกิดขึ้น สำหรับเส้นทางจากที่พักของเราไปยังบ่อเกลือนั้น ค่อนข้างคดเคี้ยวเช่นเคย ระยะทางห้าสิบกว่ากิโลเมตร แต่ใช้เวลาราวเกือบสองชั่วโมงสำหรับการเดินทาง

ถัดมาอีกไม่ไกลนัก เราเดินทางไปยังหมู่บ้านสะปัน หมู่บ้านเล็กๆ กลางหุบเขา ที่ซุกซ่อนความสวยงามที่ธรรมชาติสร้างขึ้นไว้ “น้ำตกสะปัน” น้ำตกที่สวยที่สุดในจังหวัดน่าน มีเส้นทางเดินขึ้นไปที่ยังคงไว้ซึ่งความเป็นธรรมชาติสูง มีทั้งหมด 3 ชั้น ระยะทางเดินเข้าไปราว 800 เมตร ชั้นแรกจะเป็นลำธารหินและมีน้ำเป็นแนวยาว และเดินต่อมาจะพบกับสะพาน ส่วนชั้นที่สอง จะเป็นน้ำตก 2 ชั้น ความสูง 5 เมตร ส่วนชั้นสุดท้ายจะเป็นน้ำตกผาสูง 6 เมตร ที่ด้านล่างมีสระน้ำใหญ่ ซึ่งนักท่องเที่ยวจะนิยมเล่นตรงจุดนี้ โดย ณ วันที่เราเดินขึ้นไปนั้น ทางขึ้นค่อนข้างลื่น เนื่องจากมีฝนตกลงมา ทำให้เราเดินเข้าไปได้ถึงเพียงชั้นที่ 2 เท่านั้น แต่ก็ต้องทึ่งกับความสวยงามตรงหน้า คุ้มค่ากับที่เดินขึ้นไป

ก่อนกลับเข้าที่พัก เราแวะสักการะหลวงพ่อแสนปัวกันที่ “วัดภูเก็ต” หรือที่หลายคนรู้จักในนาม “วัดก๋ง” ซึ่งเป็นวัดที่มีความสวยงาม มีเสน่ห์เป็นเอกลักษณ์ ภายในถูกสร้างขึ้นอย่างวิจิตรประณีต มีมุมถ่ายภาพด้านหลังเป็นท้องนา พร้อมเป็นที่ประดิษฐานของพระแก้วมรกตองค์ใหญ่ เป็นอีกหนึ่งไฮไลท์ที่เมื่อมาถึงเมืองปัว แล้วต้องแวะมา หลังจากนั้นด้วยความเหนื่อยยล้าจากการเดินทาง และเดินขึ้นลงน้ำตกสะปันในวันนี้ เราเดินทางกลับมาพักผ่อนอย่างคนหมดแรง เพื่อเตรียมตัวกับเส้นทางท่องเที่ยวในวันถัดไป

เช้าวันที่สี่ เราเก็บกระเป๋า โบกมือลาธรรมชาติที่งดงามตรงหน้าอย่างอาวรณ์ พร้อมกับบอกตัวเองว่าอย่างไรเสียก็จะต้องกลับมาที่นี่อีกให้ได้ วันนี้เรามุ่งหน้าลงเข้าตัวเมืองน่าน เพื่อสัมผัสกับความงดงามทางวัฒนธรรมของวัดวาอาราม ความเนิบช้าของการใช้ชีวิตของคนเมืองน่าน โดยเฉพาะจุดเช็คอินที่พลาดไม่ได้เลยคือ “วัดภูมินทร์” วัดหนึ่งเดียวในประเทศไทยที่สร้างจตุรมุขตั้งอยู่บนหลังพญานาค 2 ตัว  และจุดเด่นของวัดอีกอย่างที่เป็นที่เลื่องลือกัน คือภาพจิตรกรรมฝาผนัง หรือ ฮูปแต้ม แสดงเรื่องราวชาดก วิถีชีวิตและตำนานพื้นบ้านของชาวน่านในอดีต ภาพที่มีชื่อเสียงมากคือ ภาพจิตกรรมปู่ม่านย่าม่าน หรือกระซิบรัก ผลงานของหนานบัวผัน จิตรกรพื้นถิ่นเชื้อสายไทลื้อ

ถัดมาเราแวะมากราบสักการะวัดสีทองอร่าม เด่นสุดในเมืองน่าน “วัดศรีพันต้น” หรือ “วัดสลีพันต้น” ที่หมายถึงต้นโพธิ์ วัดนี้ถือเป็นอีกวัดของจังหวัดน่านที่มีความเก่าแก่ และมีจิตรกรรมปูนปั้นที่โดดเด่น โดยเฉพาะพญานาคเจ็ดเศียรด้านหน้าวิหาร

ปิดท้ายวันกันด้วยการศักการะศาลหลักเมืองจังหวัดน่าน ซึ่งตั้งอยู่ใน “วัดมิ่งเมือง” นั่นเอง ซึ่งเอกลักษณ์ของวัดแห่งนี้ คือลวดลายปูนปั้นที่ผนังด้านนอกของอุโบสถที่มีความวิจิตรบรรจงมาก ภายในมีจิตรกรรมฝาผนังที่เล่าถึงวิถีชีวิตของชาวเมืองน่าน ด้านหน้าพระอุโบสถ มีเสาหลักเมืองสูงประมาณ 3 เมตร โดยฐานถูกประดับด้วยไม้แกะสลัก ลงรักปิดทอง ยอดเส้าแกะสลักเป็นรูปพรหมพักตร์ ที่มีชื่อว่า เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา เป็นอีกวัดที่นักท่องเที่ยวต่างแวะเวียนเข้าไปกราบสักการะเพื่อเป็นสิริมงคล เมื่อมาเยือนเมืองน่าน ก่อนที่จะจบทริปด้วยบัวลอยป้านิ่ม ขนมหวานที่อร่อยสุดในเมืองน่าน เพราะถ้าไม่ได้แวะไปลิ้มรสขนมหวานที่นี่ถือว่ามาไม่ถึง

การได้มาสัมผัส และใช้ชีวิตในเมืองน่านเป็นเวลา 3 วัน เต็มๆ ไม่รวมวันเดินทางไป และกลับ ถือเป็นการชาร์จแบตให้กับร่างกาย และสมองอย่างแท้จริง และแม้ว่าจะเป็นการเดินทางที่ค่อนข้างไกล และใช้เวลาอยู่ในรถนาน แต่ก็ไม่ทำให้เรารู้สึกเบื่อจากการเดินทางมากนัก หากเราเลือกพาหนะที่เหมาะสมกับการเดินทางของเรา ที่สำคัญเราตั้งใจเดินทางมาเพื่อส่งมอบอุปกรณ์การทำนาให้กับนักเรียน เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในน้องๆ ได้ใช้เรียนรู้ต่อไป อย่างไรก็ต้องขอขอบคุณน้ำดื่มตราสิงห์ สำหรับการเป็นผู้สนับสนุนหลักในการเดินทางไปทำความดีครั้งนี้ หวังว่าใครที่ยังไม่เคยได้ไปเที่ยวน่าน ผ่านมาอ่านแล้วคงจะทำให้คุณอยากลองไปสัมผัสความสวยงามของธรรมชาติ และอยากหยุดเวลาไว้ที่น่านให้นานที่สุด เช่นเดียวกับเรา

Comments are closed.